Ryuichi Sakamoto : Coda เพลงท่อนสุดท้ายที่ฟังได้ด้วยตา

Ryuichi Sakamoto : Coda เพลงท่อนสุดท้ายที่ฟังได้ด้วยตา

FB DocumentaryClubTH

*เปิดเผยเนื้อหาของหนังบางส่วน*

ชื่อเสียงและผลงานในฐานะนักดนตรีของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ที่สั่งสมมาตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้นๆ จนถึงวัยปัจจุบันที่อายุอานามใกล้ 70 ปี ล้วนเต็มไปด้วยผลงานระดับโลก ถ้าจะยกตัวอย่างแบบย่อที่สุดในวัยหนุ่มเขาเป็นสมาชิกวงดนตรีช่วงยุค 80 “YMO” (Yellow Magic Orchestra) ที่แม้แต่ในปัจจุบันนักฟังเพลงและนักดนตรีก็นับถือว่าเป็นวงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับขึ้นหิ้ง มีบุญคุณเป็นผู้บุกเบิกใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้าสุดทันสมัย สร้างเพลงที่แปลกใหม่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยกลิ่นไอตะวันออกน่าค้นหา ส่วนผลงานเดี่ยวของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ เองกลับตรงกันข้าม เขาเลือกเล่นเปียโนเป็นหลัก เพลงที่แต่งออกมาอ้างอิงกับดนตรีคลาสสิกเป็นเสียส่วนใหญ่ และยิ่งนับวันเพลงของเขากลับมีความเรียบง่ายกลมกลืนไปกับธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามอายุของเขา ผู้กำกับหนังระดับโลกหลายคนเลือกใช้บริการเขาผลิตดนตรีประกอบ นับตั้งแต่ผลงานสร้างชื่อในฐานะคนแต่งเพลงประกอบในหนังเรื่อง Merry Christmas Mr. Lawrence ที่คนไทยเองก็คุ้นชินทำนองเพลงเพราะเคยถูกนำมาใช้ประกอบโฆษณาในบ้านเรา ผู้กำกับหนัง เบอร์นาโด แบร์โตลุชชี ก็เป็นขาประจำที่เลือกใช้บริการเขาทั้งใน The Last Emperor ,The Sheltering Sky ,Little Buddha หรือช่วงหลังกับ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาริตู ในเรื่อง Babel และ The Revenant ซึ่งเรื่องหลังนี้ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ที่ต้องพักงานไปเป็นเวลาหลายปีเพื่อรักษามะเร็งที่คอระยะที่ 3 กลับมาแต่งเพลงพร้อมๆ กับต่อสู้กับร่างกายที่อ่อนแอเข้าไปทุกที

สารคดี Coda เลือกที่จะติดตามชีวิต ริวอิจิ ซากาโมโตะ ในช่วงนี้ ตามไปดูการกลับมาเดินหน้าทำเพลงต่อไปหลังสู้กับโรคมะเร็ง ตัวสารคดีไม่มีการไล่เรียงประวัติชีวิตของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ไม่มีรูปถ่ายคอยเล่าเรื่องราวสมัยเด็กว่าถูกหล่อเลี้ยงมาแบบไหน ไม่มีบทสัมภาษณ์ของบุคคลรอบตัวอธิบายความวิเศษวิโสผลงานของเขา หรือเล่าแง่มุมด้านลบเช่นนิสัยเสียของศิลปินเพื่อคอยบาลานซ์เรื่องราวแบบที่สารคดีชีวประวัติชอบทำกัน Coda เต็มไปด้วยภาพการทำงานของตัวศิลปินที่ไม่เคยตกยุค แม้จะอายุเกือบ 70 แต่ยังใช้คอมพิวเตอร์บันทึกเสียงอย่างคล่องแคล่ว คอยค้นหาสุ้มเสียงใหม่ๆ ที่ไปไกลกว่าการเลือกใช้เสียงสังเคราะห์ใหม่ๆ แบบตอนหนุ่มๆ แต่ผ่านการพยายามทำความเข้าใจเสียงของธรรมชาติ และค้นหาสิ่งที่อยู่ภายในมากขึ้น เขานั่งฟังเสียงฝน เดินเข้าป่าไปเคาะกองขยะเป็นจังหวะ ไปขั้วโลกเหนือไปฟังน้ำแข็งละลาย หรือช่วงที่ทีมงานพาเขาไปหาเปียโนพังๆ ที่ถูกสึนามิพัดมา เขาอธิบายได้อย่างน่าจับใจว่าเปียโนตัวนี้มันไม่ได้พังจนเสียงเพี้ยน เพียงแต่ไม้ที่ถูกตัดและถูกบีบอัดเพื่อทำเป็นเปียโนที่มีเสียงตรงตามที่มนุษย์ต้องการนั้น กำลังคลายตัวและกลับคืนสู่สภาพเดิมที่ธรรมชาติสร้างมาต่างหาก

Coda ทำให้เราเห็นภาพของริวอิจิ ซากาโมโตะ ในฐานะศิลปินที่น่าติดตามไปจนสุดทาง เขายังคงบุกเบิกเสียงใหม่ๆ ที่ลงลึกไปถึงขั้นคำจำกัดความ เขาคิดถึงคนรุ่นต่อไปอย่างจริงจังจนตัวเขาเองเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทิ้งลายความเป็นกวี โดยครั้งหนึ่งเขาเคยแต่งเพลงประกอบคำพูดสำนึกผิดของ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ ผู้คิดค้นระเบิดปรมาณู และเคยนำประโยคในหนังเรื่อง The Sheltering Sky ที่บรรยายถึงความสั้นและบอบบางของชีวิตมาเตือนใจเราโดยนำมาใส่ไว้ในเพลง ประโยคนั้นมีใจความประมาณว่าในหนึ่งชีวิตเราอาจจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงสัก 20 ครั้ง แต่เราทำเหมือนมันเกิดขึ้นตลอดเวลา

ความหมายจริงๆ ของคำว่า Coda หมายถึงเครื่องหมายหนึ่งที่ใช้เขียนในโน้ตดนตรี เพื่อบ่งบอกว่า นี่คือท่อนสุดท้ายของเพลงแล้ว เรามักพบเห็นได้แม้ในคอร์ดเพลงทั่วไปที่เราเปิดดูคอร์ดกีตาร์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว มักบอกให้เรากลับไปเล่นท่อนฮุกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อสร้างความรู้สึกที่เต็มอิ่มก่อนจะจากกันไป  ท่อน Coda ในชีวิตของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ที่หนังเรื่องนี้ได้จับเอาไว้ใส่ฟิล์ม คงจะเป็นช่วงสุดท้ายแล้วจริงๆ แต่เราก็หวังให้มันเป็นท่อน Coda ที่ไม่ธรรมดาตามสไตล์ของ ริวอิจิ ซากาโมโต้ ที่อาจจะบรรเลงไปเรื่อยๆ ไม่ยอมสิ้นสุด คอยสู้ต่อไปไม่ยอมจบลงจริงๆ เสียที

เขียน / เรียบเรียง : ปกรณ์ จุฬพุฒิพงษ์

ติดตามรอบฉายได้ที่

facebook.com/DocumentaryClubTH/

พฤหัสบดี 4 – พุธ 10 .. 61
House RCA (11:30 / 15:20 / 19:10)
2) SF Central World (20:00)
3) SF Terminal 21 (19:20)
4) SF Crystal Ekamai-Ramintra (19:45)
5) SFX Maya Chiangmai (20:10)
6) Bangkok Screening Room (> https://bkksr.com/movies/coda)

COMMENTS