‘ไวรัสหน้าเบี้ยว’ โรคฮิตดารา ใครว่าคนธรรมดาๆ จะไม่เสี่ยงเป็น!

 

โรคฮิต โรคยอดนิยม ที่ดาราเป็นกันให้รึ่มนั้น ก็คงจะมี “ไวรัสหน้าเบี้ยว” เป็นหนึ่งในตัวเต็ง

 

""

ภาพประกอบจาก : สยามดารา

 

""

ภาพประกอบจาก : TNews

 

""

ภาพประกอบจาก : ข่าวสด

 

          ทั้ง พลอย เฌอมาลย์ ดาราสาวสุดเปรี้ยว, จ๊ะ จิตาภา นักแสดง, นัท ศักดาทร นักร้องเอเอฟ4

เอ ศุภชัย นักปั้นดารามือทอง, โอ อนุชิต ดาราคนแรกๆ ที่เป็นโรคนี้ ซึ่งทุกคนที่กล่าวมา ล้วนเป็นโรคหน้าเบี้ยว

หรือภาษาทางการคือ “กล้ามเนื้อใบหน้าอักเสบ (Bell Palsy)” ซึ่งมีสาเหตุมาจากการโหมทำงานหนัก

พักผ่อนน้อย หรือติดเชื้อหวัดร่วมด้วย

 

         อาการของโรคที่เห็นได้ชัดเจนนี้คือ ใบหน้าครึ่งซีกจะไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อได้เหมือนปกติ

ริมฝีปากปิดไม่สนิท สังเกตได้จากการบ้วนปาก น้ำก็จะไหลออกมาข้างที่เป็น เปลือกตาปิดไม่สนิท

หรือขยิบตาได้ไม่สนิท ยิ้มแล้วมุมปากไม่ขึ้น เวลาหัวเราะจะเห็นชัดเจนว่าหน้าซีกเดียวเท่านั้นที่แสดง

อาการว่าหัวเราะ อีกซีกหนึ่งเหมือนทำหน้านิ่งๆ ปกติ

 

 เอาล่ะ เราไปดูกันว่าโรคนี้มันมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ให้ความรู้กับเราดังนี้

 

เส้นประสาทเส้น ที่ 7 อักเสบ (BELL’S PALSY)

          Bell’s palsy เป็นภาวะที่เส้นประสาทควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้ามีการอักเสบหยุดการ

ทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงด้านเดียว คือ เปลือกตาตกลง มุมปากตกลง หลับตาไม่สนิท

น้ำไหลมุมปาก ขยับยิ้มมุมปากด้านนั้นๆ ไม่ได้ 

          สามารถเกิดได้กับทุกคน เท่ากันทุกเพศ โอกาสจะเพิ่มขึ้นในคนที่เป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่ผู้ป่วย

มักหายเป็นปกติดี มีส่วนน้อยที่มีอาการหลงเหลืออยู่

          ต่อไปถ้าคุณมีอาการที่สงสัยว่าเป็น Bell’s Palsy สมควรพบแพทย์โดยด่วนเพื่อให้การรักษาให้

โรคหายเร็วขึ้น

 

สาเหตุของ Bell ‘s palsy

          เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาท เส้นที่ 7 ที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า โดยอักเสบจากเชื้อไวรัส

มีหลักฐานพบว่ามักเป็นจากเชื้อ herpes simplex virus (HSV) หรือ เริม หรือร้อนใน ที่ทำให้เกิดแผลร้อนใน

ที่ปากและอวัยวะเพศ นอกจากนั้นอาจเป็นจากเชื้ออื่นๆ เช่น งูสวัดหรือ herpes zoster virus,

cytomegalovirus, and Epstein Barr virus. การอักเสบทำให้เส้นประสาทบวม มีผลทำให้เส้นเลือดเล็กๆ

ที่เลี้ยงเส้นประสาทส่งเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่ได้ รบกวนการทำงานของเส้นประสาททำให้ไม่สามารถ

ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าให้ทำงาน ได้ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ปิดตา และ ยิ้ม

 

""

 

 

อาการของ BELL’S PALSY

 

    •  Eyebrow sagging คิ้วตกลง

    •  Drooping of the eye and corner of the mouth เปลือกตาตกลง มุมปากตก

    •  One eye will not close completely ปิดตาไม่สนิท ทำให้ตาแห้ง

    •  lose the sense of taste on the front of the tongue ชาลิ้น

    •  Loud noises may cause discomfort in the ear หูอื้อ

    •  เคี้ยวแล้วน้ำลายไหลเพราะปิดปากไม่สนิท

        อาการปกติจะชัดเจนใน 1-2 วัน แต่ส่วนใหญ่มักค่อยๆ ดีขึ้นใน 3 สัปดาห์ หายสนิทอาจต้องใช้เวลา

ถึง 3-6 เดือนได้

 

การวินิจฉัย

        โดยการตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่มีจำเป็นต้องตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ ยกเว้นในรายที่เป็น

นานเกิน 2 เดือนอาการไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กเพื่อยืนยันว่าไม่มีเนื้องอก

 

การรักษา

        ไม่มีการรักษาที่หายขาดสำหรับโรค Bell’s palsy แต่การรักษาช่วยให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น โดยเฉพาะ

ถ้าได้รับการรักษาใน 2-3 วันแรกของการเป็น การดูแลดวงตาของคุณ คุณจำเป็นต้องดูแลตาให้ดี เพราะ

ปิดตาไม่สนิทอาจทำให้มีแผลที่กระจกตาได้   แนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมระหว่างวัน และ moisturizing

ointment ตอนกลางคืน และสวมแว่นกันลมและแดดในช่วงกลางวัน ที่เปลือกตาทำงานไม่ได้ดี

ในการปกป้องอันตรายจากลมและแดด หรือใช้ patch ปิดตาช่วงกลางคืนได้ แต่เราไม่แนะนำให้

ใช้เทปหรือผ้าก๊อซปิดตาเนื่องจากอาจบาดกระจกตาได้ ผู้ป่วยที่เป็นในช่วง 2-3 วัน มักได้รับ

prednisone ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้เส้นประสาทบวมหายเร็วขึ้น และยาอีกชนิดคือ

ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, valacyclovir , falciclovir

 

 

การหายของ BELL’S PALSY

 

        ทั่วไปน้อยมากที่จะไม่หายดี ถ้าเริ่มดีขึ้นใน 3 สัปดาห์พบว่าโอกาสที่หายสนิทสูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม

มีคนไข้จำนวนเล็กน้อยที่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า เหลืออยู่เล็กน้อยถึงปานกลาง

ผู้ป่วยบางคนที่มีอาการรุนแรงมาก เมื่อหายอาจมีการงอกของเส้นประสาทใหม่และเกิดอาการแปลกๆ เช่น

 

    •  When you blink your mouth may twitch เมื่อกะพริบตา มุมปากคุณกระตุก

    •  Smiling may cause your eye to close เมื่อคุณยิ้ม ตาคุณกลับปิดลง

    •  When you salivate (eg, before eating), tears may flow from one eye เมื่อคุณเคี้ยว

กลับมีน้ำตาไหล

 

โอกาสเป็นซ้ำน้อยมาก แต่มีรายงานพบประมาณ 7 – 15 %

 

 

COMMENTS