รู้หรือไม่? วันนี้ (6 กรกฎาคม) เป็น ‘วันจูบโลก’

วันที่ 6 กรกฎาคมของทุกปีเป็น ‘วันจูบโลก’ (World Kissing Day) อีกทั้งองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ยังกำหนดให้เป็นวันจูบสากล (International Kissing Day) มาตั้งแต่ปี 1991 อีกด้วย โดยตอนแรกมีที่มาจากวันจูบแห่งชาติในสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะได้รับความนิยมไปทั่วยุโรป และกลายเป็นวันจูบสากลในที่สุด

นักมานุษยวิทยาและนักวิทยาศาสตร์พยายามไขปริศนาว่า ‘จูบ’ ของมนุษย์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่ จนได้สมมติฐานมา 2 ทฤษฎี คือ 1. เป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาจากการที่แม่ป้อนอาหารลูกด้วยปาก แบบเดียวกับที่แม่นกป้อนอาหารลูกนก และ 2. จูบเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนถือกำเนิดมนุษย์ครั้งแรกแล้ว ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีจูบแรกเมื่อตอนดูดนมจากเต้าของมารดานั่นเอง

ภาพการขุดพบหลุมศพของคู่รักที่จูบกันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ค้นพบเมื่อปี 1972 คาดว่าทั้งคู่เป็นมนุษย์ที่อาศัยเมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตศักราช

‘จูบ’ เป็นการกระทำแสดงความรักในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแม่กับลูก หรือระหว่างคู่รักหนุ่มสาว และในบางประเทศ จูบยังเป็นการทักทายและแสดงถึงมิตรภาพให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็นการ ‘จุ๊บแก้ม’ สลับซ้ายขวาแบบในยุโรป หรือการใช้จมูกถูกกันไปมาแบบชาวเอสกิโมที่เรียกว่า ‘Eskimo Kiss’ จนกลายเป็นหนึ่งในท่าจูบที่นิยมไปทั่วโลกไม่แพ้ ‘ French Kiss’

ชาวเอสกิโมจะใช้จมูกถูกันไปมาเพื่อแสดงถึงการต้อนรับแขกที่มาเยือน

นอกจากนี้ ‘จูบ’ ยังหมายถึงการแสดงความเคารพด้วย เช่นการจูบที่มือเพื่อเป็นการให้เกียรติสุภาพสตรีชั้นสูง หรือการจุมพิตที่ฝ่าเท้ายังแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุด แบบที่ทาสก้มจูบเท้าเจ้านายของตนเอง

ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ปี 2016 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในนามตัวแทนของผู้รับใช้พระเจ้า ได้ทำพิธีล้างเท้าผู้พิการ, คนสูงอายุ และนักโทษรวม 12 คน ซึ่งจูบของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนการล้างบาปให้อภัย และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่แบ่งแยกศาสนาและเผ่าพันธุ์ เพราะ 12 คนนั้นต่างมีเชื้อชาติที่หลากหลาย และนับถือศาสนาที่ต่างกันด้วย

‘จูบ’ ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนการให้กำเนิดใหม่หรือการฟื้นชีวิตในนิทาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ‘เจ้าหญิงนิทรา’ ที่จูบสามารถทำให้เจ้าหญิงและชาวเมืองที่หลับไปกว่าร้อยปีฟื้นคืนกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง หรืออย่างเรื่อง ‘เจ้าชายกบ’ ที่เจ้าหญิงทำให้กบกลับคืนร่างมาเป็นเจ้าชายได้ด้วยการจูบ รวมถึงในนิทานคลาสสิกอีกหลายเรื่อง ที่มีฉาก ‘จูบ’ เป็นเวทมนตร์ชุบชีวิตอย่างดี

123RF

นอกจากเป็นการกระทำที่มีความหมายตามที่กล่าวไปแล้ว จูบยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น ลดฟันผุ ช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนโลหิต ลดความดัน และยังสามารถเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายได้อีกด้วย เพราะในน้ำลายแต่ละคนจะมี Antigens หรือสารก่อภูมิต้านทาน ที่แตกต่างกันออกไป การจูบจะเป็นการแลกเปลี่ยน Antigens กัน ทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นนั่นเอง

‘จูบ’ มีทั้งเรื่องราวอันลึกซึ้งและประโยชน์มากมายขนาดนี้ แล้วคุณหันไปจูบคนใกล้ตัวหรือยัง

เรียบเรียง: SpokeDark.TV

COMMENTS