นี่คือเรื่องราวของ ‘ฤษีแห่งไซบีเรีย’ ครอบครัวผู้หนีภัยคอมมิวนิสต์ ไปอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวนานกว่า 30 ปี!

ในปี 1978 นักธรณีวิทยาโซเวียตที่เดินทางมายังเขต Taiga ดินแดนแห่งความหนาวเย็นที่อยู่ในพื้นที่ของไซบีเรียประเทศรัสเซีย โดยเข้ามาสำรวจเพื่อค้นหาพื้นที่สำหรับทำเหมืองเหล็กให้กับรัฐบาลโซเวียต แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจนั่นก็คือการได้พบกับมนุษย์ในพื้นที่แห่งนี้ เนื่องจากข้อมูลที่ระบุไว้ในเอกสารที่ให้กับนักธรณีวิทยาคือพื้นที่บริเวณนี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลยเพราะว่าเป็นพื้นที่กันดารและมีอุปสรรคที่เป็นตัวขัดขวางการตั้งรกรากของมนุษย์นั้นคือ “สภาพความโหดร้ายของอากาศ” ดังนั้นการพบมนุษย์ในบริเวณนี้จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง (เมืองที่ใกล้ที่สุดจากจุดที่พบนั้นห่างไปเป็นระยะทางกว่า 240 กม.)

THEPLAIDZEBRA.COM

มนุษย์ที่กลุ่มนักธรณีวิทยาได้พบนั้นสร้างกระท่อมขึ้นในภายหุบเขาที่ล้อมรอบไปด้วยป่าสน พวกเขาอยู่กันเป็นครอบครัวประกอบด้วย คู่สามีภรรยาสูงอายุและลูกๆ อีก 4 คนพวกเขามีนามสกุลว่า Lykova นักธรณีวิทยาจึงได้ทำการสอบถามว่าเพราะอะไรจึงได้มาอยู่บริเวณนี้ คำตอบที่ได้จากชายสูงอายุก็คือพวกเขาอพยพมาอยู่ในแถบนี้กันทั้งครอบครัวตั้งแต่ปี 1944 เพราะในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของโซเวียตนั้นได้มีการกวาดล้างกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ คนเป็นพ่อจึงพาครอบครัวซึ่งตอนนั้นมีลูก 1 คนอพยพหนีออกมา ซึ่งก็แปลว่าทั้งครอบครัวนั้นไม่ได้พบเจอมนุษย์คนอื่นมานานกว่า 30 ปีแล้ว

ตามบันทึกของนักธรณีวิทยาได้บันทึกไว้ว่าลูกๆ ของชายสูงอายุนั้นดูเหมือนว่าจะมีการสื่อสารที่ค่อนข้างจะช้า พูดเหมือนพึมพำในลำคอเหมือนคนพิการทางสมอง แต่ทว่าเมื่อนักธรณีวิทยาได้ทำการทดสอบก็พบว่านั่นเป็นเพราะการที่ไม่ได้มีการสื่อสารกับผู้ใดเลยนอกจากคนในครอบครัวจึงทำให้การสื่อสารค่อนข้างที่จะฟังลำบาก บรรดาลูกๆ ของชายสูงอายุนั้นได้รับการถ่ายทอดความรู้จากคนเป็นพ่อและแม่ พวกเขารู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไรแต่ไม่เคยได้สัมผัสเท่านั้นเอง

พวกเขาดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรมในฤดูร้อน (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก) ถ้าหากว่าปีไหนผลผลิตออกมาได้ไม่ดีปีนั้นพวกเขาก็จะประสบปัญหาสภาวะที่อดอยากไปตลอดทั้งปี การล่าสัตว์เพื่อหาอาหารนั้นทำได้ยากเพราะผู้เป็นพ่อนั้นไม่ได้มีทักษะที่เก่งเทพแบบนายพราน การล่าสัตว์ของพวกเขาจึงทำได้แค่เพียงการขุดหลุมเพื่อรอสัตว์ตกลงมาเพียงเท่านั้น

หลังจากที่นักธรณีวิทยาได้พูดคุยและส่งรายงานไปยังส่วนกลาง ชื่อของตระกูล Lykova นั้นก็เป็นที่รู้จักไปทั่วสหภาพโซเวียตในฐานะ “ฤษีแห่งไซบีเรีย” ทางการเสนอให้พวกเขาย้ายกลับมาอยู่ในชุมชนแต่ทว่าพวกเขานั้นปฏิเสธและให้เหตุผลว่าพวกเขาพอใจที่จะอยู่แบบนี้มากกว่า

THEPLAIDZEBRA.COM

นักธรณีวิทยาจึงกลายเป็นเพื่อนเพียงกลุ่มเดียวของครอบครัวนี้ โดยมีการเยี่ยมเยียนกันเป็นระยะๆ มีการสอนทักษะต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นจากระยะเวลา 30 ปีที่ครอบครัว Lykova ไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกให้ลูกทั้ง 4 คน แต่ในปี 1981 สมาชิกของครอบครัว Lykova ก็เริ่มทยอยเสียชีวิตไปทีละคนเนื่องจากอาการเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและการปฏิเสธที่จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองเพราะความเชื่อของผู้ป่วย จนสุดท้ายในปี 1988 ก็เหลือลูกสาวที่มีชื่อว่า Agafia Lykova เพียงคนเดียว

Agafia Lykova ได้ตกลงที่จะเดินทางเข้าไปในเมือง ครั้งแรกที่เธอได้เห็นรถ บ้าน และเทคโนโลยีต่างๆ เธอรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะทุกอย่างนั้นล้วนแต่ใหม่สำหรับเธอ แต่การออกมาในครั้งนี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นเธอก็ขอที่จะกลับไปยังเขต Taiga เนื่องจากรู้สึกว่าไม่มีความสุขกับชีวิตและเธอยังรู้สึกกลัวรถราที่แล่นบนถนน

Agafia กลับไปใช้ชีวิตตามปกติของเธอ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะยอมรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเพราะนักธรณีวิทยาคนเดิมที่เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทของครอบครัวได้แวะเวียนไปทักทายและสอนสิ่งต่างๆ จากโลกภายนอกไม่ว่าจะเป็นการใช้วิทยุขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน Agafia ยอมที่จะไปรักษาตัวในเมืองกับอาการป่วยที่หนักหนาสาหัสจริงๆ

THEPLAIDZEBRA.COM

ในปี 2014 Agafia ในวัย 75 ปี ส่งจดหมายมาให้กับสำนักข่าวท้องถิ่นเพื่อประกาศหาอาสาสมัครที่ต้องการใช้ชีวิตแบบสันโดษกับเธอในฐานะผู้ช่วยเพราะว่าตอนนี้สุขภาพร่างกายเธอเริ่มไม่แข็งแรง การอาศัยอยู่ตัวคนเดียวนั้นเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับหญิงสูงอายุ ผลที่ได้ก็คือมีอาสาสมัครแวะเวียนไปช่วยเหลือเธอเสมอ

ในปี 2016 Agafia ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่มารับตัวเธอไปยังโรงพยาบาลเพราะมีอาการปวดขาจนไม่สามารถที่จะเดินได้ แต่คราวนี้เธอไม่มีโอกาสจะได้กลับไปยังบ้านของเธอเนื่องจากไม่กี่วันต่อมา Agafia Lykova เสียชีวิตด้วยโรคชรา ด้วยวัย 77 ปี ปิดตำนาน “ฤษีแห่งไซบีเรีย”

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS