การันตีความเหี้ยม! ย้อนอดีต ‘การตาย’ สุดสยองของผู้คนยุคอียิปต์โบราณ โหดไม่แพ้ยุคไหนๆ

อียิปต์นั้นโด่งดังในเรื่องโลกหลังความตายอย่างการทำมัมมี่และสุสานของฟาโรห์ที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้มูลค่ามหาศาล แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณก็มีบันทึกเรื่องวิธีการตายอันน่าสยดสยองไว้เช่นกัน

1. ตามบันทึกของ UCLA สารานุกรมเกี่ยวกับอียิปต์ ฟาโรห์แอเคนาเทน(Pharaoh Akhenate) สั่งประหารเชลยสงครามชาวนูเบียนด้วยวิธีการใช้ไม้เหลาให้แหลมแล้วเสียบเข้าร่างทางทวารหนักของเชลย และฟาโรห์เมร์เนปทาห์(Pharaoh Merenptah)ก็ใช้วิธีนี้กับชาวลิเบียเช่นกัน

WIKIPEDIA PD

2. แผ่นหินของพระเจ้าเนเมอร์ (The Palette of Narmer) ถูกค้นพบที่ “เนเคน” เมืองหลวงของอียิปต์โบราณที่ช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 แผ่นหินของพระเจ้าเนเมอร์นี้เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญและประเมินค่ามิได้ที่หลุดรอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน บางส่วนของแผ่นหินมีการสลักภาพการฉลองชัยชนะในการต่อสู้ด้วยการตัดหัวทหารฝ่ายศัตรู

WIKIPEDIA PD

3. ดิโอโดรัส ซิคุลัส (Diodorus Siculus) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่เขียนถึงประวัติศาสตร์ของอียิปต์เป็นประจำ ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนถึงเรื่องราวการลงทัณฑ์สุดสยองของอียิปต์ต่อเยาวชนที่ทำการปิตุฆาตว่า “พวกเขาจะโดนจับให้นอนลงเตียงหนามและถูกเผาทั้งเป็น”

WIKIPEDIA PD

4. ข้ารับใช้ของชนชั้นสูงอาจถูกสั่งให้เป็นเหยื่อบูชายัญสำหรับโลกหน้า จากหลักฐานที่ปรากฏของร่างกายที่ถูกถลกหลัง ตัดหัว และรัดคอ ฟาโรห์ดเจอร์ (Djer) ถูกฝังพร้อมกับคน 318 คนเมื่อพระองค์เสียชีวิตลงเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล

WIKIPEDIA CC UDIMU

5. ฟาโรห์เซนุสเรตที่ 1(Pharaoh Senusret I) สั่งให้เผาตัวคนที่ก่อกบฏประดุจดั่งคบเพลิงมนุษย์ และต่อมาฟาโรห์ออร์สกอนที่ 3 (Osorkon III) ก็สั่งให้ทำแบบเดียวกันนี้กับศัตรูด้วย โดยมีรายละเอียดว่ากบฏเหล่านี้ถูกแห่เหมือนกับแพะที่ถูกบูชายัญ”

WIKIPEDIA CC KEITH SCHENGILLI-ROBERTS

6. ทีมนักโบราณคดีชาวอิตาลีค้นพบศพที่ถูกโบกทับด้วยปูนขาวที่เมืองลักซอร์โดยสันนิษฐานกันว่าเพื่อป้องกันการระบาดของไข้ทรพิษ ศพเหล่านี้คาดว่าเสียชีวิตในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สามซึ่งตรงกับการระบาดที่จักรวรรดิโรมัน(Plague of Cyprian) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตนับพันคน

7. ดิโอโดรัสอ้างว่าอียิปต์โบราณนั้นลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองดีโดยการไม่ให้ความช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ ในอันตรายซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต

8. ฟาโรห์รามเสสที่ 3 (Pharaoh Ramesses III) เสียชีวิตจากการถูกปาดคอซึ่งผู้ที่ส่งมือสังหารมาก็มิใช่ใครอื่นใครเป็นถึงพระมเหสีของพระองค์เองพระนามว่าทีเย (Tiye) โดยภาพจำลองของบาดแผลนั้นแสดงให้เห็นว่าบาดแผลกว้างถึง 7 เซนติเมตรลึกลงเกือบถึงกระดูกคอ สถานที่เกิดเหตุอาจจะเป็นวิหารที่เมดิเนต ฮาบู เมืองธีบส์ (Thebes)

WIKIPEDIA CC ASAVAA

9. ไฮพาเทียแห่งอเล็กซานเดรียเป็นนักปรัชญาสายเพลโตใหม่ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์นอกจากความฉลาดหลักแหลมนอกจากนี้เธอยังมีหน้าตามีสวยงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมือง

ไฮพาเทียเป็นนักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ขณะนั้นไปขัดกับคำสอนทางศาสนาทำให้เธอถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีต และเมื่อความขัดแย้งรุนแรงถึงขีดสุด เธอถูกพวก “พาราโบนี” กลุ่มชาวคริสต์หัวรุนแรง จับตัวไปแล้วทำการเปลื้องผ้า ลากไปประจานให้ได้รับความอับอายต่อผู้คนที่อยู่ตามท้องถนนจนกระทั่งมาถึงหน้าโบสถ์และทุบตีเธอจนถึงแก่ความตาย รวมถึงการเผาตำราและภาพเขียนของเธอจนหมดสิ้น

WIKIPEDIA PD

10. ฟาโรห์แอเคนาเทนสั่งลงโทษลูกสาวของเขาด้วยการกักขังจนถึงแก่ความตายเหตุเพราะการโต้เถียงกับเขา เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่เจอเธออีกในโลกหน้าเขาจึงสั่งให้ตัดมือของเธอข้างหนึ่งเอาไว้ทำให้สภาพศพไม่สมบูรณ์

เรียบเรียง : SPOKEDARK.TV

COMMENTS