‘มัจจุราชสีขาว’ มือสไนเปอร์หนึ่งเดียวในโลกที่สังหารทหารโซเวียตไปกว่า 700 คนในสงครามฤดูหนาว ด้วยปืนกระบอกเดียว!

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามฤดูหนาวที่กองทัพโซเวียตเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลในช่วงต้นสงครามโลก โดยทำการบุกเข้ารุกรานประเทศข้างเคียงเพื่อจุดประสงค์ในการขยายอาณาเขตของตนให้แผ่ออกไป ซึ่งกองทัพโซเวียตในขณะนั้นได้เปรียบกองทัพประเทศอื่นๆ ตรงที่กำลังพลที่มีมากมายมหาศาล

ซึ่งฟินแลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายขยายอาณาเขตและสู้จนกลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ ตำนานบทหนึ่งแห่งสงครามฤดูหนาวระหว่างสหภาพโซเวียตและฟินแลนด์นั่นก็คือ “มัจจุราชสีขาว” สไนเปอร์ผู้ปลิดชีพทหารโซเวียตไปจำนวนกว่า 700 ศพ นี่คือตำนานของเขา

WIKIPEDIA PD

Simo Häyhä เข้ารับราชการในกองทัพฟินแลนด์ในปี 1925 ขณะที่มีอายุได้ 20 ปี โดยก่อนหน้านั้น Simo ประกอบอาชีพทำเกษตรกรรมและล่าสัตว์จึงทำให้ Simo นั้นมีความคุ้นเคยกับการใช้ปืน หลังจากที่เข้ารับราชการในกองทัพ Simo ถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของหน่วยซุ่มยิงด้วยฝีมือที่เหนือชั้นกว่าคนอื่นๆ ภายในรุ่นและทักษะการใช้ปืนโดยที่ไม่ต้องใช้กล้องเล็งซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้น

หลังจากกองทัพโซเวียตได้เคลื่อนพลเข้าประชิดพรมแดนของฟินแลนด์นั้น ทางรัฐบาลจึงได้ส่งทหารเข้าไปสกัดกั้นเอาไว้ ซึ่งหน่วยของ Simo ก็เป็นหนึ่งในทหารที่ถูกส่งเข้าร่วมปฏิบัติการ ในการรุกรานครั้งนี้ฝ่ายโซเวียตนั้นได้เปรียบเพียงแค่กำลังพลที่เยอะกว่าเพียงเท่านั้น ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่า -40 องศาเซลเซียส ซึ่งอากาศที่อุ่นที่สุดในขณะนั้นยังวัดได้ถึง -20 องศาเซลเซียสและหิมะที่ตกหนา ก็ทำให้การรุกรานของทหารโซเวียตเป็นไปได้อย่างลำบาก

WIKIPEDIA PD

ทหารโซเวียตกลายเป็นเป้านิ่งให้กับพลซุ่มยิงของฟินแลนด์ ด้วยเครื่องแบบที่ใช้สีเข้มตัดกับพื้นที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ และต้องเจอกับพลซุ่มยิงของฟินแลนด์ที่ใส่ชุดพรางสีขาวทั้งตัวก็ยิ่งทำให้เสียเปรียบมากขึ้นกว่าเดิม Simo ใช้ปืนไรเฟิล M/28-30 ที่ได้ต้นแบบมาจากปืน Mosin-Nagant ของโซเวียต โดย Simo เลือกที่จะใช้เพียงศูนย์ตายของปืนในการปลิดชีพฝั่งตรงข้าม เขาให้เหตุผลว่าด้วยสภาพอากาศที่หนาวสุดขีด การใช้กล้องเล็งนั้นอาจจะทำให้กล้องเป็นฝ้าหรืออาจจะสะท้อนกับหิมะจนข้าศึกรู้ตำแหน่งของเขา

ภายในระยะเวลา 1 ปีที่การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือด Simo ใช้ปืนกระบอกนี้ของเขาสอยข้าศึกไปได้ในระยะประมาณ 150-200 เมตรเป็นจำนวนมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นฝีมือของเขาได้ถึง 505 คน แต่ถ้านับตามสมุดบันทึกประจำวันที่ Simo จดบันทึกจำนวนเหยื่อที่ยิงไปด้วยปืนไรเฟิลก็จะได้ถึง 542 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มหาศาลเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะยิงคนได้ถึงขนาดนั้น

WIKIPEDIA PD

ในการปฏิบัติการของ Simo ในแต่ละครั้งเขามีคติประจำใจว่า จะต้องขยับให้น้อยที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตำแหน่งให้ข้าศึกรู้ และเพื่อการพรางตัวที่แนบเนียนกว่าเดิม Simo จะยัดหิมะเข้าไปอมไว้ในปากเสมอเพื่อไม่ให้ลมหายใจที่พ่นออกมาเกิดควันจนข้าศึกสังเกตเห็น และเมื่อถึงเวลาที่ต้องยิง Simo จะใช้วิธียิงแล้วจร ในแต่ละครั้งนั้น Simo จะยิงข้าศึกให้ล้มได้ประมาณ 5 คน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 นาที หลังจากนั้นก็จะรีบผละออกจากตำแหน่งเดิมเพราะการยิงในแต่ละครั้งนั้นเท่ากับว่าเป็นการเปิดเผยจุดของตนเอง

นอกจากนี้ Simo ก็ยังสังหารข้าศึกไปได้อีก 200 กว่าคนด้วยปืนกลกึ่งอัตโนมัติ Soumi KP/-31 ในระหว่างการรบระยะประชิด ซึ่งเท่ากับว่าในสงครามครั้งนี้ Simo สังหารข้าศึกไปร่วม 700 คนวีรกรรมของ Simo นั้นถูกกล่าวขวัญไปทั้งกองทัพฟินแลนด์และแน่นอนว่ากองทัพโซเวียตก็ต้องหมายหัวเขาเอาไว้ กองทัพโซเวียตหวาดกลัว Simo มากจนถึงขนาดตั้งฉายาให้กับเขาว่า “มัจจุราชสีขาว” โดยมีการจัดตั้งหน่วยต่อต้านพลซุ่มยิงเพื่อใช้ในการจัดการ Simo โดยเฉพาะ

WIKIPEDIA PD

วันที่ 6 มีนาคม 1940 การปฏิบัติภารกิจของ Simo ก็ต้องจบลงเพราะในระหว่างที่กำลังเด็ดหัวของข้าศึกอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีกระสุนแหวกอากาศพุ่งทะลุเข้ามาใส่หน้าของ Simo โชคดีที่กระสุนนั้นไม่ได้โดนเข้าที่ศีรษะจังๆ หากแต่พุ่งเข้าไปที่กรามด้านซ้ายและทะลุออกไปที่ใต้กกหู ใบหน้าด้านซ้ายของ Simo หายไปเกือบทั้งแถบ เพื่อนทหารด้วยกันจึงรีบพาตัว Simo เข้าไปที่แนวหลังเพื่อทำการรักษา Simo ตกอยู่ในอาการโคม่ากว่า 1 อาทิตย์และฟื้นขึ้นมาในวันที่ 13 มีนาคม 1940 ซึ่งก่อนหน้านั้นหนึ่งวันฟินแลนด์ยินยอมลงนามในสัญญาสันติภาพมอสโก เพื่อยุติสงครามโดยฟินแลนด์ยินยอมที่จะยกดินแดนบางส่วนให้โซเวียตและยอมที่จะให้ตั้งฐานทัพเรือบนคาบสมุทรฮังโก

หลังจากสงครามยุติ Simo ได้รับการเลื่อนยศจากสิบโทขึ้นไปเป็นร้อยตรี ซึ่งถือว่าเป็นทหารเพียงไม่กี่คนที่สามารถก้าวหน้าไปไกลได้ขนาดนี้ Simo ใช้เวลารักษาบาดแผลนานเป็นปีและได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้าร่วมสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Simo ใช้เวลาที่เหลือของเขานั้นเป็นนายพรานและเพาะพันธุ์สุนัขสำหรับใช้ล่าสัตว์ ก่อนที่จะเสียชีวิตในปี 2002 ด้วยวัย 96 ปี ชื่อของ Simo Häyhä ได้รับการจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ในฐานะนักรบผู้ปลิดชีพผู้รุกรานกว่า 700 ศพด้วยตัวคนเดียว

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS