จอมพลไร้พ่าย! เบื้องหลังน่ารู้ของ ‘เกอร์กี ซูคอฟ‘ นายทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งโซเวียตที่แม้แต่สตาลินยังซูฮก

เรามักได้ยินชื่อของนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมาก็มาก ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทำความรู้จักกับจอมพลไร้พ่ายแห่งสหภาพโซเวียตอย่าง เกอร์กี ซูคอฟ ที่สร้างประวัติการรบที่น่าทึ่งด้วยการไม่เคยพ่ายในสมรภูมิรบครั้งใดเลย และนี่คือเบื้องลึกเบื้องหลังน่ารู้ของยอดจอมพลไร้พ่ายคนนี้

WIKIPEDIA PD

1. ซูคอฟเกิดในครอบครัวกรรมกรในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่าสเตรลคอฟคา ของจักรวรรดิรัสเซีย ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1896 พ่อของเขามาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ส่วนแม่ก็เป็นกรรมกรแบกกระสอบข้าว ชีวิตของซูคอฟในวัยเด็กนั้นต้องดิ้นรนต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อให้ตัวเองมีการศึกษาที่ดีและมีเงินสำหรับจุนเจือครอบครัว

2. ซูคอฟทำงานกับลุงของเขา ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เขาได้รับการศึกษาร่วมกับลูกพี่ลูกน้องของเขาจนมีความรู้แตกฉานทั้งภาษารัสเซีย ภาษาเยอรมัน ซูคอฟสมัครเรียนในภาคค่ำเพื่อให้ตัวเองมีเวลาในการทำงานกับลุงของเขาที่ช่วยสนับสนุนเรื่องการเรียน หลังจากเรียนจบเขาก็เริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง

3. ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซูคอฟถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เขาทำการสู้รบอย่างกล้าหาญจนได้รับเหรียญกล้าหาญและได้รับการเลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการกรมทหารม้าที่ 39 ในปี ค.ศ.1923 และเข้าเรียนต่อด้านการทหารในโรงเรียนทหารม้าและโรงเรียนทหารราบและจบการศึกษามาเพื่อรับตำแหน่งที่สูงขึ้น

ภาพ WIKIPEDIA PD

4. ซูคอฟเข้าร่วมกับพรรคบอลเชวิค และทำการต่อสู้ในสงครามกลางเมืองของรัสเซีย เขามีจุดเด่นในเรื่องของการวางแผนการรบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย เขาเน้นความเป็นระเบียบวินัยและความเข้มงวด จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนายทหารที่สตาลินให้ความไว้วางใจ

5. ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1941 นาซีเยอรมันเปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในแผนปฏิบัติการ ‘Operation Barbarossa’ในตอนนั้นโจเซฟ สตาลิน มีความมั่นใจในขนาดและปริมาณของทหารโซเวียตที่เหนือกว่าจะสามารถเอาชนะฝ่ายนาซีเยอรมันได้ไม่ยาก แต่ซูคอฟกลับแย้งว่ากองทัพโซเวียตควรถอยมาตั้งหลักก่อน เพราะมองว่ากองทัพโซเวียตมีความหย่อนหยานและมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ด้อยกว่ากว่าฝ่ายนาซีเยอรมัน จนทำให้สตาลินโกรธและสั่งปลดเขาออกจากตำแหน่งประธานคณะเหล่าแม่ทัพ

ภาพ WIKIPEDIA PD

6. หลังจากถูกปลดจำตำแหน่ง นายพลซูคอฟถูกส่งไปรับผิดชอบดูแลการรบที่เลนินกราด ขณะเดียวกัน สตาลินได้เรียนรู้ว่าเขาคิดผิดที่ไม่ยอมฟังคำแนะนำของซูคอฟที่แนะนำให้ถอนกำลังทหารออกมาตั้งหลักก่อน จนทำให้สหภาพโซเวียตเสียทหารไปครึ่งล้านในการรบที่เมืองเคียฟ

7. เมื่อรู้ว่าตนเองผิดพลาด สตาลินจึงเรียกตัวซูคอฟกลับมารับตำแหน่งผู้บัญชาการป้องกันกรุงมอสโก ซึ่งเขาสามารถต้านทางกองทัพนาซีเยอรมันได้เป็นผลสำเร็จ จากชัยชนะในครั้งนี้ ทำให้สตาลินที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่แข็งกร้าวยังต้องยอมลดท่าทีและรับฟังความเห็นและคำวิจารณ์จากนายพลซูคอฟมากขึ้น

8. นายพลซูคอฟได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และถูกส่งไปดูแลเมืองสตาลินกราด ซึ่งภายหลังกองทัพโซเวียตได้เอาชนะกองทัพนาซีเยอรมันได้เป็นผลสำเร็จ ถึงแม้จะต้องเสียทหารไปเป็นล้าน ต่อมาซูคอฟได้รับหน้าที่ดูแลในสงครามแนวหน้าระหว่างฝ่ายโซเวียตและนาซีเยอรมัน และได้รับชัยชนะกลับมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพ WIKIPEDIA PD

9. จอมพลซูคอฟ นำกองทัพโซเวียตรุกโต้กลับฝ่ายนาซีเยอรมันในยุทธการ ‘Operation Bagration’ ที่ว่าด้วยการระดมกำลังทหารครั้งใหญ่เพื่อกวาดล้างกองทัพนาซีเยอรมันออกไปจากพื้นที่ปกครองของสหภาพโซเวียต เบลารุส และโปแลนด์ตะวันออก และสหภาพโซเวียตก็ได้รับชัยชนะขั้นเด็ดขาดเหนือฝ่ายนาซีเยอรมันในครั้งนี้

ภาพ WIKIPEDIA PD

10. จอมพลซูคอฟ คือหนึ่งในผู้นำทหารโซเวียตในการบุกกรุงเบอร์ลินในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง และฝ่ายโซเวียตได้รับชัยชนะอย่างงดงาม จอมพลซูคอฟได้รับความนิยมอย่างสูง จากการที่นำทัพโซเวียตได้รับชัยชนะติดต่อกันและไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่สมรภูมิเดียว จนทำให้เหล่าบรรดานายทหารกลัวว่าเขาจะขโมยคะแนนความนิยมจากสตาลินไป จอมพลซูคอฟจึงถูกเด้งเข้ากรุ และถูกย้ายไปเป็นผู้บัญชาการทหารในจุดที่ไม่สำคัญแทน และหลังจากที่สตาลินเสียชีวิต จอมพลซูคอฟก็ได้กลับมามีตำแหน่งในรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีกลาโหมตามลำดับ

เรียบเรียง : SPOKEDARK.TV

COMMENTS