การผจญภัยของ ‘ฟิลิป เดอ บริโต’ นักแสวงโชคที่กลายเป็นเจ้าเมืองในดินแดนโพ้นทะเล

โลกในศตวรรษที่ 15-17 เป็นยุคที่ยุโรปเริ่มเปิดประตูสู่โลกกว้าง โปรตุเกสถือว่าได้ว่าเป็นชาติแรกที่บุกเบิกเส้นทางการค้าทางทะเลจากยุโรปสู่ภูมิภาคอื่นๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งการเผยแผ่ศาสนา การค้า ชาวยุโรปจำนวนไม่น้อยใช้ช่องทางดังกล่าวเป็นใบเบิกทางสู่ความมั่งคั่งในชีวิต ‘ฟิลิป เดอ บริโต’ ก็เป็นหนึ่งในนักแสวงโชคที่ประสบความสำเร็จในดินแดนโพ้นทะเล มาดูกันว่าเขาคือใคร และทำอะไรบ้าง

WIKIPEDIA PD

ฟิลิป เดอ บริโต เกิดที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ราวปี ค.ศ. 1566 ไม่มีหลักฐานใดๆ กล่าวถึงประวัติของเขาอย่างแน่ชัด นอกจากเขามีเชื้อสายฝรั่งเศสจากบิดา และคำร่ำลือถึงความสามารถในการเดินเรือ ศิลปะการต่อสู้ และการใช้ศาสตราอาวุธ ซึ่งเป็นใบเบิกทางให้เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะนักแสวงโชค

เขาเดินทางมายังพม่าด้วยการเป็นลูกเรือ และเข้ามาเป็นทหารรับจ้างของกษัตริย์ราซาจีแห่งอาระกัน (หรือยะไข่ในความคุ้นเคยของคนไทย) ด้วยเหตุผลที่ว่า ชาวโปรตุเกสมีความเชียวชาญในการใช้อาวุธที่ทันสมัยอย่างปืนใหญ่และปืนคาบศิลา อีกทั้งปัญหาการเมืองภายในราชสำนักของแต่ละอาณาจักรที่มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างขุนนางอยู่เสมอ การจ้างชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหารรับใช้จึงเป็นทางเลือกของเหล่าเจ้าผู้ครองนครในการรักษาฐานอำนาจของตน

เดอ บริโตรับราชการจนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสิเรียม ในปี ค.ศ. 1599 เขาคุมกำลังเรือรบ 3 ลำ และทหารอีก 3,000 นายในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมือง และเก็บส่วยอากรส่งกษัตริย์อาระกัน

ผลงานที่สำคัญของ ฟิลิป เดอ บริโต ในฐานะเจ้าเมือง คือ เนรมิตเมืองสิเรียมให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ มีการสร้างป้อมปราการ ตั้งด่านเก็บภาษีอากร และชักชวนชาวโปรตุเกสจำนวนมากให้เข้ามาอยู่อาศัย จนสิเรียมกลายเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งจากการค้าทางทะเล แต่อีกด้านหนึ่ง เดอ บริโต ก็เป็นที่ร่ำลือถึงความร้ายกาจ ตั้งแต่ความละโมบ กอบโกยผลประโยชน์ทางการค้าเข้ากระเป๋าตัวเอง จนทำให้กษัตริย์ราซาจีแห่งอาระกันไม่พอพระทัย จึงยกทัพไปปราบแต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องเจรจาขอสงบศึกโดยปล่อยให้สิเรียมเป็นอิสระเพื่อแลกกับชีวิตของอุปราชที่ถูกจับเป็นตัวประกันระหว่างศึกสงคราม และเดอ บริโต ก็ได้รับการรับรองให้เป็นเจ้าเมืองสิเรียมจากราชสำนักโปรตุเกส ในปี ค.ศ. 1602 และปีต่อมาเขาแต่งงานกับบุตรีของพญาทะละ เจ้าเมืองเมาะตะมะซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีอีกทางหนึ่ง

นอกจากความละโมบที่เป็นที่กล่าวขานแล้ว ความโหดเหี้ยมอำมหิตก็กระฉ่อนไม่แพ้กัน กล่าวคือ เดอ บริโตได้รุกรานยังดินแดนใกล้เคียงอย่างหงสาวดี และร่วมมือกับนัตจิงหน่องเจ้าเมืองตองอูเผาเมืองอูทิ้งเมื่อเห็นว่าตองอูจะพ่ายสงครามต่ออังวะ กล่าวกันว่าเดอ บริโตได้กวาดต้อนผู้คน ปล้นฆ่า เผาทำลายสถูปเจดีย์ พระพุทธรูปเพื่อนำของมีค่าเป็นจำนวนมากกลับเมืองสิเรียม อีกทั้งบังคับให้ชาวเมืองเข้ารีตเป็นคริสตังอีกด้วย จนเป็นที่ขุ่นเคืองของชาวเมืองและแว่นแคว้นใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์แห่งกรุงอังวะ

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอะนอคเปตลุนแห่งกรุงอังวะ จึงยกทัพมาตีเมืองสิเรียมในปี ค.ศ. 1613 ระหว่างที่ถูกทัพอังวะเข้าล้อมเมือง เดอ บริโตจะพยายามขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรอย่างอยุธยาและโปรตุเกส แต่ก็ไม่เป็นผล เดอ บริโตถูกจับและถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนเสียบประจาน เขาต้องทรมานอย่างแสนสาหัสก่อนจบชีวิตลงในอีกสามวันต่อมา ปิดฉากชีวิตนักแสวงโชคที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองในดินแดนอันไกลโพ้นด้วยความสยดสยอง

เรียบเรียง SPOKEDARK.TV

COMMENTS