จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อทุกคนถูกเก็บข้อมูลด้วยระบบจดจำใบหน้า เพื่อความปลอดภัย หรือ การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล?

123RF

แอปพลิเคชั่น FindFace เป็นโปรแกรมใช้ค้นหาใบหน้าจากภาพถ่าย โดยจะเข้าไปค้นหาข้อมูลของเจ้าของภาพในโซเชียลมีเดียได้ในเวลาเพียง 2 วินาที และมีแผนจะนำมาใช้ระบุตัวคนร้ายและอาชญากรด้วยในบางคดี

เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Face Recognition) เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น มันถูกนำมาใช้งานในด้านต่างๆ ทั้งในสนามบิน โดยอ้างว่าช่วยให้คัดกรองผู้ร้ายหรือผู้ต้องหาหลบหนีได้ดีและเร็วขึ้น หรือแม้จะเป็น “ตู้แจกกระดาษชำระในห้องน้ำ” ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจีน ก็ได้นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้เพื่อป้องกันคนคนขโมยทิชชูกลับไปใช้ที่บ้าน

123RF

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวในต่างประเทศได้พัฒนามาใช้ในทางการตลาดแล้ว เช่นตามป้ายโฆษณาโดยที่พวกหลายคนยังไม่ทราบและพวกผู้ค้าก็ไม่เคยบอก หรือ ขออนุญาตลูกค้ามาก่อน กรณีที่ถูกพูดถึงเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้คือ เมื่อร้านค้า, ร้านอาหาร และแหล่งช็อปปิ้งได้ทำการ “เก็บข้อมูลลูกค้า” ผ่านกล้องที่ซ่อนเอาไว้ (บางครั้งก็ไม่ซ่อน) และนำมาวิเคราะห์เพศ อายุน้อย-มาก ที่สำคัญเทคโนโลยีใหม่นี้จะทำการเก็บข้อมูลอารมณ์ของลูกค้าที่แสดงผ่านสีหน้า ดวงตา และเวลาที่ใช้กับป้าย เป็นตารางกราฟเหมือนในภาพยนตร์ยังไงยังงั้น

123RF

เพื่อเอาใจลูกค้า โดยการคัดเลือกโปรโมชั่นแล้วส่งไปยังบ้านหรือข้อความทางโทรศัพท์ได้ หากมองในมุมผู้ค้าคือ สามารถขายของได้มากขึ้นตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แต่คำถามคือ ผู้ค้าเหล่านี้ได้ขออนุญาตเหล่าลูกค้าหรือยัง? แล้วถ้าข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญเหล่านี้ถูกขโมยไปใครจะรับผิดชอบ?

ในกรณีที่ข้อมูลลูกค้าถูกแฮกเกอร์ขโมยไป อาจร้ายแรงถึงขึ้นที่เหล่าแฮกเกอร์จะนำข้อมูลนั้นสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา เพื่อนำไปใช้ทำความผิดต่างๆ ซึ่งส่งผลย้อนกลับมายังตัวเหยื่อผู้ที่ไม่รู้เรื่องก็ได้

แต่อย่าลืมว่าประชาชนมีสิทธิส่วนบุคคลอย่างเต็มขั้น ตราบใดก็ตามที่พวกเขาไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ทุกคนมีสิทธิจะไม่ถูกจับตาดู ถูกสอดแนมหรือการรบกวน แล้วผู้อ่านทุกท่านคิดเห็นอย่างไร? กับเรื่องนี้ ที่มีทั้งด้านดีและด้านร้ายภายในตัวของมัน

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS