ลิฟท์มรณะ!! ประสบการณ์สุดสยองของสาวที่ติดอยู่กับศพที่เพิ่งถูกลิฟท์หนีบจนขาดครึ่ง จะทรมานขนาดไหน? ดู

ใครที่ชอบเรื่องราวสยองๆ คงจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุในลักษณะลิฟท์หนีบร่างกายของมนุษย์แล้วดันไม่หยุดทำงานและดึงร่างผู้โชคร้ายจนถึงแก่ชีวิตกันมาบ้าง ซึ่งถือว่าอุบัติเหตุในลักษณะนี้เข้าขั้น “สยอง” เลยก็ว่าได้ ลองมาจินตนาการดูว่าถ้าคุณเป็นคนที่ต้องเจออุบัติเหตุแบบนี้แล้วดันถูกขังไว้ในอยู่ในลิฟท์ร่วมกับคนที่โดนลิฟท์หนีบไปเมื่อกี้แบบหนีไปไหนไม่ได้ คุณจะรู้สึกยังไง

เรื่องราวสุดสยองนี้เกิดขึ้นในปี 2003 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ลิฟท์ตัวหนึ่งได้เกิดเหตุขัดข้องขึ้นมาและทำการปิดป้ายห้ามใช้เพื่อรอช่างมาซ่อมโดยที่ไม่ได้มีการตัดไฟภายในลิฟท์ แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร จู่ๆ วันหนึ่งป้ายนั้นก็ได้หายไปโดยที่ยังไม่มีการซ่อมเกิดขึ้น และคงจะเป็นคราวโชคร้ายเมื่อหญิงสาวคนหนึ่งที่มาเยี่ยมญาติ ได้กดลิฟท์ตัวนี้จากชั้น 1 พร้อมๆ กับหมอนามว่า Harris Nikaidoh ที่เดินมารอด้วยเช่นกัน

123RF

ประตูลิฟท์เปิดออกหญิงสาวก็ก้าวเข้าไปในลิฟท์เป็นคนแรกและหมอ Harris Nikaidoh ก็ก้าวตามเข้าไป แต่ในขณะที่กำลังก้าวเข้าไปนั้นประตูลิฟท์เจ้ากรรมก็ดันปิดเข้าหากันอย่างรวดเร็วและได้หนีบตรงหัวไหล่ของหมอผู้เคราะห์ร้ายอย่างรุนแรงจนดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุดทำให้ร่างกายอีกครึ่งของหมอนั้นยังอยู่ภายนอกลิฟท์ และที่ซวยสุดขีดก็คือลิฟท์มรณะมันดันทำงานโดยที่ไม่มีใครกด ลิฟท์ถูกดึงขึ้นอย่างรวดเร็วและร่างของหมอก็ถูกตัดครึ่งคาตาของหญิงสาวที่อยู่ในลิฟท์ ภาพที่หญิงสาวเห็นคือร่างของหมอค่อยๆ ถูกลิฟท์ดันจากข้างบน ร่างกายซีกที่อยู่ด้านนอกลิฟท์ถูกกดจนบี้แบนแต่ข้างในลิฟท์ก็น่าสยองยิ่งกว่า

123RF

หลังจากที่ลิฟท์ตัดร่างของหมอ Harris ก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นจนหยุดก่อนจะถึงชั้นห้าและแทนที่ประตูจะเปิดลิฟท์กลับค้างเติ่งอยู่แบบนั้นเป็นเวลา 3 ชั่วโมง และนี่คือ 3 ชั่วโมงที่หญิงสาวผู้นี้ต้องอยู่กับร่างอีกครึ่งของหมอ Harris หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยเหลือออกมามีผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์หญิงสาว ซึ่งเธอตอบมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่สัมผัสได้ถึงความสยองว่า “ช่วงเวลากว่า 3 นาทีกว่าหมอจะหมดลมหายใจ คุณคิดดูแล้วกันว่า 3 นาทีที่หมอสำลักเลือดพร้อมกับมองมาที่ฉันเหมือนขอความช่วยเหลือ และเวลา 3 ชั่วโมง กับการถูกขังไว้ในที่แคบๆ และถูกร่างที่บี้แบนจ้องมองมาตลอด มันทรมานแค่ไหน” และเรื่องราวนี้ถูกส่งต่อๆ กันในเว็บไซต์ Creepypasta จนกลายเป็นเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทที่ทำให้หลายคนกลัวลิฟท์ไปเลยทีเดียว

เรียบเรียง: SpokeDark.TV

COMMENTS