รักโรแมนติกที่แสนเศร้าของ ‘อิงเก’ สาวยุโรปผู้เป็นมหาเทวีของเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน

นี่คือชีวิตที่เหลือเชื่อหญิงสาวจากยุโรปคนหนึ่ง ที่ได้เป็นเจ้าหญิง ณ ดินแดนอีกซีกโลก และต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากพิษภัยทางการเมือง เธอคือ ‘มหาเทวีสุจันทรี’

 

WIKIPEDIA PD
มหาเทวีสุจันทรี เดิมชื่อว่า อิงเก เอเบอร์ฮาร์ด เกิดในปี ค.ศ. 1932 เป็นชาวออสเตรีย เธอมีชีวิตอย่างยากลำบากตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น เนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และออสเตรียในขณะนั้นถูกยึดครองโดยนาซีเยอรมัน แม่ของเธอถูกทหารจับกุมตัวอยู่หลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เมื่ออิงเกโตขึ้นจึงตัดสินใจที่จะออกไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และเธอก็ประสบความสำเร็จเมื่อได้รับทุนฟุลไบรท์ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1951
 
ระหว่างที่เธอศึกษาอยู่ในวิทยาลัยสตรีโคโลราโด เธอได้พบกับเจ้าจาแสง นักเรียนวิศวกรรมเหมืองแร่แห่งโรงเรียนเหมืองแร่โคโลราโดในงานเลี้ยงของนักศึกษานานาชาติ ทั้งคู่ได้สานสัมพันธ์จนเกิดเป็นความรักและตัดสินใจแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1953 ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด หลังจากที่ทั้งคู่สำเร็จการศึกษา อิงเกได้เดินทางไปใช้ชีวิตคู่ที่บ้านเกิดของสามีที่รัฐฉาน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า

 

WIKIPEDIA PD
ตลอดเวลาที่คบหาดูใจจนแต่งงาน อิงเกไม่รู้เลยว่าวิศวกรเหมืองแร่ผู้เป็นสามีของเธอคือเจ้าฟ้าไทใหญ่ ผู้ครองเมืองสีป้อแห่งรัฐฉาน เช่นเดียวกับผองเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ ยกเว้นคณบดีที่เจ้าจายแสงศึกษาอยู่เท่านั้นที่รู้ความจริงและปกปิดเป็นความลับมาโดยตลอด
 
อิงเกกล่าวในหนังสือชีวประวัติของเธอว่า เธอทราบความจริงทั้งหมดเมื่อเรือที่ทั้งคู่โดยสารเข้าเทียบท่าที่กรุงย่างกุ้ง เธอได้รับการต้อนรับและปรนนิบัติราวกับเจ้าหญิงโดยชาวสีป้อที่อาศัยในกรุงย่างกุ้งและเหล่าข้าราชบริพารแห่งราชสำนักเมืองสีป้อที่มารับเจ้าฟ้าของตน และเจ้าจาแสงได้สารภาพความจริงทั้งหมดกับเธอ
 
เหตุการณ์ในวันนั้นได้ทำให้หญิงสาวจากยุโรปอย่างอิงเกกลายเป็นเจ้าหญิง โดยได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นภาษาไทใหญ่ว่า ‘สุจันทรี’ หลังจากที่ทั้งคู่กลับไปยังเมืองสีป้อ อิงเกได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้านางสุจันทรี มหาเทวีแห่งเมืองสีป้ออย่างเป็นทางการ เจ้าจายแสงได้พัฒนาเมืองสีป้อให้มีความก้าวหน้า เช่นเดียวกับเจ้านางสุจันทรีที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งคู่มีพระธิดาด้วยกัน 2 พระองค์คือ เจ้าเกนรี และเจ้ามายรี

 

WIKIPEDIA PD
แต่แล้วชีวิตคู่อันหวานชื่นของทั้งสองก็สิ้นสุดลง เมื่อนายพลเนวินได้ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากอูนุ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นคนแรกของพม่า เปลี่ยนพม่าให้กลายเป็นรัฐเผด็จการทหารในปี ค.ศ. 1962 นายพลเนวินได้ฉีกสนธิสัญญาปางโหลงซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลพม่ากับรัฐชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ร่างขึ้นตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐต่างๆ สามารถแยกตัวเป็นอิสระได้ในระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้รัฐบาลทหารได้กวาดล้างและลอบสังหารผู้นำทางการเมืองเป็นจำนวนมาก
 
เจ้าจาแสงซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาแห่งชาติพม่า ถูกจับกุมที่เมืองตองยี และหายสาบสูญมาจนถึงปัจจุบัน จนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าฟ้าแห่งเมืองสีป้อองค์สุดท้าย ส่วนเจ้านางสุจันทรีถูกกักขังอยู่ในตำหนักตะวันออกของเมืองสีป้อนานนับปี จนได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังกรุงย่างกุ้ง หลังจากนั้นได้อพยพกลับบ้านเกิดพร้อมกับลูกสาวทั้งสองด้วยความช่วยเหลือของเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำกรุงย่างกุ้ง
 
ปัจจุบัน อิงเก (หรือเจ้านางสุจันทรี) ยังมีชีวิตอยู่ ได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกากับลูกสาวทั้งสองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 และแต่งงานอีกครั้งกับเท็ด ซาร์เจนต์ในอีกสองปีต่อมา อิงเกทำงานเป็นครูจนกระทั่งเกษียณในปี ค.ศ.1993 ผลงานที่สำคัญของเธองานการเขียนชีวประวัติของตนเองเมื่อครั้งเป็นมหาเทวีแห่งสีป้อ ที่มีชื่อว่า Twilight Over Burma: My life as a Shan Princess (หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ ‘สิ้นแสงฉาน’) ซึ่งในภายหลังได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และถูกทางการเมียนมาสั่งแบนห้ามฉายในประเทศ นอกจากนี้อิงเกและสามียังทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในการช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยและผู้อพยพบริเวณชายแดนเมียนมาจนได้รับรางวัลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติในปี ค.ศ. 2000
 
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่อิงเกและลูกสาวทั้งสองยังคงปฏิบัติเป็นประจำทุกปี คือการเขียนจดหมายไปยังรัฐบาลเมียนมาเพื่อถามถึงชีวิตของเจ้าจาแสงผู้สาบสูญ ในฐานะอดีตมหาเทวีและธิดาของเจ้าฟ้าสีป้อองค์สุดท้าย
 
แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา
 
เรียบเรียง SPOKEDARK.TV

COMMENTS