ช่วยให้พ้นทุกข์หรือฆาตกรรม!? ‘John Bodkin Adams’ นายแพทย์ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่อยู่เบื้องหลังการตายของคนไข้นับร้อยคน

เรื่องราวของแพทย์ที่ตกเป็นผู้ตกสงสัยในคดีฆาตกรรมผู้ป่วยร้อยกว่าราย และเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องราวที่หมอรายนี้มีส่วนรับผลประโยชน์จากการตายของผู้ป่วยนับร้อย แต่เขากลับไม่เคยถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเลยซักครั้งเดียว! เมื่อแพทย์ที่รักษาคนกลายเป็นฆาตกรเสียเองและถูกจดจำในเรื่องราวของ “คดีฆาตกรรมแห่งศตววรษ”

123RF

John Bodkin Adams เป็นเด็กที่เติบโตในครอบครัวเคร่งศาสนา เขาจบมหาวิทยาลัยแพทย์ด้านเวชปฏิบัติทั่วไป จาก Queen’s University Belfast ด้วยผลการเรียนที่ไม่ดีนัก ซึ่งในปี 1929 ย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองอีสต์บอร์น รัฐซัสเซ็กซ์ ก่อนได้เป็นหมอดูแลผู้ป่วยสูงอายุประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่โด่งดังที่สุดก็เริ่มจากสถานที่แห่งนี้

หลังจากเริ่มงานได้ไม่นาน หมออดัมส์ก็ตีสนิทกับคนไข้ได้อย่างรวดเร็วด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและความเอาใจใส่ผู้ป่วยทุกคน เขาจึงกลายเป็นที่รักไคร่ของบรรดาผู้สูงอายุในโรงพยาบาล จนกระทั่งหมออดัมส์ได้เอ่ยปากขอยืมเงินจากวิลเลี่ยม ชายชราที่อยู่ในการดูแลของเขาเป็นจำนวนเงิน 2,000 ปอนด์มาซี้ออพาร์ทเมนท์ ซึ่งเวลานั้นถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ วิลเลี่ยมก็ตกลงให้ยืมอย่างง่ายดาย ต่อมาเพียงไม่นานวิลเลี่ยมก็เริ่มมีอาการทรุดลงและเสียชีวิตหลังจากหมออดัมส์ยืมเงินได้เพียงไม่นาน ซึ่งคุณหมออดัมส์ใจดีรายนี้ก็มักจะขออยู่กับคนไข้สูงอายุตามลำพังก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต

123RF

หนึ่งปีถัดมาหมออดัมส์เริ่มเป็นที่เพ่งเล็งเพราะวิธีการรักษาคนไข้ของเขา ด้วยการให้ยาระงับความเจ็บปวดมอร์ฟีนและเฮโรอีนกับคนไข้ของเขาบ่อยเกินความจำเป็น จนทำให้ผู้ป่วยมีอาการเสพติดมอร์ฟีนอย่างช้าๆ ซึ่งมันได้กลายเป็นหนึ่งในวิธีที่หมออดัมส์ใช้เพื่อบังคับผู้สูงอายุให้มอบสมบัติให้เขา เช่น เปลี่ยนแปลงพินัยกรรมให้มีชื่อของเขา หรือมอบเงินสดที่มีอยู่ให้เขา ฯลฯ เพื่อแลกกับยาเสพติด ไม่นานผู้ป่วยก็เสียชีวิตอย่างปริศนาไป จนบรรดาญาติๆ ผู้ป่วยเริ่มพบความผิดปกติของหมอรายนี้หลังมีชื่ออยู่ในพินัยกรรมของผู้ป่วยมากถึง 132 ราย

ในระยะเวลาไม่กี่ปีหมอรายนี้ก็ร่ำรวยขึ้นอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดที่จะเอาผิดหมอรายนี้ได้ จนกระทั่งในปี 1956 ตำรวจได้เริ่มค้นหาต้นต่อของความผิดปกติหลังการตายของผู้ป่วยสูงวัยคู่หนึ่งคือ “บ็อบบี้และแจ็ค ฮัลเล็ต” ที่ได้เซ็นเช็คเงินสดให้กับหมออดัมส์ ก่อนเสียชีวิตด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด

เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าหมออดัมส์รีบร้อนนำเช็คไปขึ้นเงินสดภายในวันนั้นทันทีที่หมอพบกับผู้ป่วยที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับคนไข้ที่เสียชีวิตภายใต้การดูแลของหมออดัมส์ ที่พบเงื่อนงำบางอย่างเกินกว่าจะเป็นโรคตามธรรมชาติ รวบรวมเป็นหลักฐานก่อนหมายจับหมออดัมส์ในเดือนธันวาคมปี 1956 หลังพบว่าสาเหตุที่คนไข้เสียชีวิตเหล่านี้เข้าข่ายเป็นการฆาตกรรม

แต่หลักฐานต่างๆ สำหรับการพิจารณาคดีในปี 1957 นั้นเป็นศาลมองว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากอดัมส์เป็นหมอและเหยื่อก็เป็นผู้ป่วยสูงวัยที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตอยู่แล้ว แม้คำให้การของผู้ช่วยพยาบาลของหมออดัมส์ที่ออกมาบอกว่า “หมออดัมส์มักจะไล่พยาบาลคนอื่นๆ ออกจากห้องผู้ป่วยก่อนที่จะทำการฉีดมอร์ฟีนให้กับคนไข้ทุกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าคนไข้จะอาการทรุดจากยาที่หมออดัมส์เป็นคนให้” ก็ยังไร้น้ำหนัก

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ศาลมองว่ามันเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาผู้ป่วยอยู่แล้ว จึงมีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตได้ โดยวัตถุประสงค์ของการฉีดยานั้นเพื่อบรรเทาอาการปวดซึ่งการเสียชีวิตเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วในเดือนเมษายนปี 1957 คณะลูกขุนก็ใช้เวลา 45 นาทีในการสรุปว่า หมออดัมส์นั้นไม่ผิด! ซึ่งครั้งหนึ่งหมออดัมส์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อเอาไว้ว่า “ผมได้ทำตามที่ผู้ป่วยร้องขอก็เท่านั้น” จึงกลายเป็นที่ถกเถียงของคนในสังคมอย่างมาก การตายปริศนาของผู้ป่วยกว่า 132 คนนั้นหมอรายนี้มีส่วนได้ในสมบัติของผู้ป่วยทุกครั้ง

ภายหลังเขาถูกถอดถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หลังพบว่าปลอมใบสั่งยา ชื่อเสียงของเขาเป็นที่ครหาไปทั่วเมือง อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่า หลังจากนั้นเขายังพัวพันกับการเสียชีวิตของผู้สูงอายุอีก 8 รายหลังจากพ้นจากคดีฆาตกรรมอีกด้วย อดัมส์เสียชีวิตในวัย 84 ปี แม้จะไม่เคยได้รับโทษทางกฎหมาย แต่เขาถูกจดจำข้อกล่าวหาฆาตกรต่อเนื่องที่น่ากลัวที่สุดคนหนึ่งในวงการแพทย์

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS