โปรดอย่าเข้าใจฉันผิด! เรื่องราวของผู้คนในยุคกลางที่คนรุ่นหลังต่างเข้าใจผิด แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น

ภาพของยุคกลางมักจะเป็นภาพของความป่าเถื่อน โหดร้าย ไร้กฎหมาย ผู้คนดื่มเหล้าเมามาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยความสกปรก แต่ในความเป็นจริง ยุคกลางเป็นเช่นนั้นหรือไม่

WIKIPEDIA PD

1. มีความเข้าใจผิดว่าผู้คนในยุคกลางแทบจะไม่ดื่มน้ำเปล่ากันเลยเพราะน้ำเปล่านั้นสกปรก และเพื่อความปลอดภัยพวกเขาเลยต้องดื่มเหล้าที่มีแอลกอฮอล์ที่น่าจะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้บ้าง

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะจากหลักฐานที่ปราสาทส่วนใหญ่จะมีบ่อน้ำที่ไว้สำหรับดื่มหรือประกอบอาหารอย่างสตูว์หรือโจ๊กที่เป็นอาหารหลักในยุคนั้น และในนิยายหรืองานเขียนเกี่ยวกับยุคกลางตัวละครมักจะดื่มน้ำจากบ่อน้ำหรือแหล่งน้ำในธรรมชาติ หรือในบางศาสนาจะกำหนดให้ดื่มน้ำเปล่ามากกว่าแอลกอฮอล์เพื่อให้ร่างกายมีความบริสุทธิ์ใกล้ชิดกับพระเข้ามากกว่า

WIKIPEDIA PD

2. หลายคนเชื่อว่าผู้คนในยุคกลางของยุโรปนั้นไม่ค่อยรักษาความสะอาดและไม่ค่อยอาบน้ำ โดยเทียบไม่ได้กับชาวกรีกหรือมุสลิมในขณะนั้น

ที่จริงแล้วพวกเขาก็อาบน้ำกันตามปกติหากว่าในวันนั้นทำงานกันมาอย่างหนัก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กันแต่ละคนว่าใครจะเป็นคนที่รักษาความสะอาดมากเท่าใด พวกเขามีการทำความสะอาดฟันด้วยขนแกะหรือผ้า ทำความสะอาดผมด้วยสบู่ และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาล้างมือและหน้าทุกเช้า

WIKIPEDIA PD

3. ถ้าหากเราถามคนทั่วไปว่าพวกเขาคิดว่าคนยุคกลางจัดการกับสิ่งปฏิกูลจากบ้านเรือนอย่างไร ก็คงจะได้คำตอบประมาณว่าพวกเขาคงจะทิ้งกันออกจากหน้าต่างลงมายังถนน

ต้องเริ่มจากการมองภาพไปยังชนบทของยุคกลางก่อนว่าพวกเขาจัดการกับสิ่งปฏิกูลได้ง่ายกว่าในเมืองเพราะแค่ขุดหลุมที่เรือกสวนหรือที่ห่างจากตัวบ้านแล้วฝังกลบก็เป็นอันเรียบร้อย หรือบางคนก็มีห้องน้ำนอกตัวบ้านที่สิ่งปฏิกูลจากห้องน้ำจะนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อไป

แต่สำหรับในเมืองก็จะเกิดปัญหาที่จะขุดหลุมหรือสร้างห้องน้ำนอกบ้านได้ ในช่วงต้นก็มีการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่ถนนจริง แต่ต่อมาก็มีการออกกฎหมายให้การทิ้งสิ่งมีความผิดทางกฎหมายก็ทำให้ผู้คนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและผู้คนในสมัยนั้นก็พยายามดูแลหน้าบ้านตนเองให้สะอาดอีกด้วย

ส่วนวิธีที่พวกเขาจัดการกับสิ่งปฏิกูลก็มีหลายวิธี เช่น การใช้ห้องน้ำสาธารณะ การจ้างคนให้นำไปทิ้งจนเกิดเป็นอาชีพ หรือนำไปทิ้งลงในแม่น้ำ

WIKIPEDIA PD

4. ภาพของผู้คนในยุคกลางที่เราเห็นมักจะสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีทะมึนทึนทึบ เช่น น้ำตาล เทา น้ำเงินเข้ม อันที่จริงแล้วพวกเขาก็สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามเสื้อผ้าสีสันสดใสก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่มีราคาแพงอยู่ดีเพราะสีที่ใช้ย้อมผ้านั้นหายากและราคาสูง จึงทำให้สีที่หายากอย่างสีม่วงเป็นสีสำหรับชนชั้นสูงไปโดยปริยาย

WIKIPEDIA PD

5. หลายคนมักจะคิดว่ายุคกลางนั้นเป็นยุคที่ป่าเถื่อนไร้กฎหมาย แต่ความเป็นจริงแล้วในยุคกลางก็มีกฎหมาย มีระเบียบของสั่งคมที่คนยึดถือปฏิบัติกัน

กฎหมายปรากฏในหลายพื้นที่ของสังคม เช่น คนค้าขายต้องมีใบอนุญาต มีการออกกฎหมายภาษีที่จะคิดจากความมั่งคั่งแทนที่จะคิดจากรายได้ จะมีคนจากทางการเดินสำรวจทุกบ้านเพื่อประเมินความมั่งคั่งแล้วเรียกเก็บภาษีโดยจะดูจากทรัพย์สินที่พวกเขาเป็นเจ้าของ

เรียบเรียง : SPOKEDARK.TV

COMMENTS