ใครว่าล้าหลัง! ย้อนประวัติศาสตร์สังคมโบราณ ที่บางเรื่องอาจดูก้าวล้ำนำสมัยกว่าปัจจุบันเสียอีก

หากเราศึกษาประวัติศาสตร์เราจะพบว่าสังคมในสมัยโบราณนั้นเต็มไปด้วยเรื่องที่ป่าเถื่อน โหดร้าย ไม่ยุติธรรม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นไปเสียทั้งหมด มีเรื่องราวที่ดูก้าวหน้าและทันสมัยเกิดขึ้นมาแล้วนับพันปีที่อยู่ในยุคต่างๆ

WIKIPEDIA PD

1. สมาคมมังสวิรัติแห่งสหราชอาณาจักรได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ 1847 โดย โจเซฟ บราเธอร์ตัน เพื่อส่งเสริมให้คนหันมารับประทานมังสวิรัติ แรงบันดาลใจในการรับประทานมังสวิรัตินั้นมีที่มาเก่าแก่ ย้อนไปจนถึงยุคของพีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์กรีกโบราณผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเรขาคณิต

พีทาโกรัสเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีจิตวิญญาณ ดังนั้นการที่รับประทานเนื้อสัตว์นั้นจึงไม่ต่างจากการฆาตกรรม และเพื่อที่จะเผยแพร่ความคิดนี้ เขาจึงได้สร้าง “Pythagorean diet” หรือ “การรับประทานอาหารแบบพีทาโกรัส” ที่เหมือนกับการรับประทานมังสวิรัติในปัจจุบันที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์และปลา แต่แตกต่างกันตรงที่เขาไม่รับประทานถั่ว

การรับประทานอาการแบบพีทาโกรัสนั้นยังได้รับการสืบทอดต่อมาแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วยกเว้นเรื่องถั่ว นักคิดรุ่นหลังหลายคนในยุคนั้นก็รับประทานมังสวิรัติ

WIKIPEDIA PD

2. ผู้หญิงไวกิ้งมีสิทธิที่ล้ำหน้ากว่าหลายที่ในโลก พวกเธอสามารถออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชายชาตรีได้โดยไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่ที่บ้านหรือห้องครัว พวกเธอสามารถออกเรือร่วมรบในทะเลได้ มีการฝังศพของนักรบหญิงด้วยอาวุธที่เธอใช้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับเฉกเช่นกับเดียวนักรบชาย

นอกจากด้านการสู้รบแล้ว กฎหมายของไวกิ้งยังให้ผู้หญิงมีสิทธิทำธุรกิจเท่าเทียมกับผู้ชาย ผู้หญิงสามารถดูแลกิจการของสามีได้ พวกเธอสามารถเก็บทรัพย์สินที่มีมาก่อนแต่งงานเป็นของตนเองได้ เมื่อเปรียบเทียบกับโลกสมัยใหม่ กว่าอังกฤษจะมีกฎหมายเรื่องนี้ก็ปาเข้าไปปี ค.ศ. 1870

WIKIPEDIA PD

3. คนทำงานสร้างหลุมศพหรือพีระมิดที่ฝีมือน่าจะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ในโลกที่ได้ประกันสุขภาพจากรัฐบาล หลังจากที่ต้องทำงานอย่างเหนื่อยยากในแต่ละวัน พวกเขามีวันหยุด มีการนัดกับหมอเพื่อตรวจสุขภาพ หรือแม้แต่วันลาหยุดเพื่อดูแลภรรยาและลูกสาวในขณะที่พวกเธอมีประจำเดือน

ในขณะนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะได้รับประกันสุขภาพแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามในการขุดค้นโบราณสถานในปี ค.ศ. 2014 พบว่าคนงานที่ก่อสร้างต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่แย่จนทำให้สุขภาพทรุดโทรม คนกลุ่มนี้ก็ได้รับประกันสุขภาพฟรีเช่นกัน โดยเหตุผลที่ได้รับประกันสุขภาพคาดเดาว่าเป็นเพราะพวกเขาจะได้ทำงานต่อไปได้

WIKIPEDIA PD

4. ในตะวันออกกลางการรักเพศเดียวกันนั้นไม่ได้รับการยอมรับ แต่เมื่อหลายร้อยปียังที่แห่งนี้มันแตกต่างจากหน้ามือเป็นหนังมือเลยทีเดียว

ในอาณาจักรบาบิโลนโบราณตำราโหราศาสตร์มองว่าความรักระหว่างผู้ชายและผู้ชายนั้นก็คือความรักที่เท่าเทียมกับเหมือนกับความรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิง(ไม่มีการพูดถึงความรักระหว่างผู้หญิงและผู้หญิง) และตำราเล่มอื่นๆ ยังเขียนไว้ว่าการที่จะมีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายและผู้ชายด้วยกันนั้นมิได้มีมลทินหรือเป็นบาปแต่อย่างใด

โสเภณีชายยังมีหน้าที่ในพิธีกรรมของบางศาสนา คอยบริการกิจกรรมทางเพศต่อชายหนุ่มและนักบวชในวัดเมื่อพวกเขาต้องการ

ขยับมาที่ปัจจุบันอีกสักนิด ในอาณาจักรออตโตมันยังขึ้นชื่อในเรื่องการยอมรับความเสน่หาระหว่างเพศชายด้วยกัน ขนาดที่มีหนังสือเขียนว่าควรจะปฏิบัติกับชายหนุ่มที่หน้าตาดีอย่างไร  นักกวีหนุ่มเขียนเพลงถึงชายหนุ่มที่ตนเองรักและสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 แห่งจักรวรรดิออตโตมัน มีฮาเร็มที่มีชายหนุ่มกว่า 200 คนคอยรับใช้

WIKIPEDIA CC WISDOMURALI

5 .ขณะที่หลายแห่งบนโลกก่อสงครามศาสนา แต่พระเจ้าอโศกมหาราชได้สนับสนุนให้มีการนับถือศาสนาอย่างสันติแม้จะแตกต่างกัน โดยจะเห็นได้จากหลักฐานที่มรดกโลกอย่างถ้ำเอลโลล่าที่สร้างจากความศรัทธาร่วมกันสองสามศาสนาคือศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดูและศาสนาเชน โดยมีสัญลักษณ์และเรื่องราวทางศาสนาของทั้งสามศาสนาปรากฎอยู่ร่วมกันในถ้ำ

WIKIPEDIA CC MANCHOT

6. โลกเราเพิ่งมาตื่นตัวเรื่องการรีไซเคิลเมื่อไม่กี่สิบปีนี้จากปัญหาขยะล้นโลกจนลามลงไปในมหาสมุทร แต่มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีการรีไซเคิลกันมานานแล้ว ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน “Journal of Archaeological Science” ระบุว่าในยุคน้ำแข็งเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนนั้นทำมาจากเครื่องมือเก่าๆ ที่พัง บรรพบุรุษของเรานั้นมีความตั้งใจที่จะรักษาสิ่งของและใช้มันซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน

มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 420,000 ปีที่แล้วที่อาศัยอยู่ใกล้กับกรุงเทลอาวีฟในปัจจุบัน แผ่นหินบางๆ ได้ถูกค้นพบว่ามันถูกใช้ซ้ำๆ เพื่อตัดเนื้อสัตว์ และมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 600,000 ปีที่แล้วมีการนำกระดูกสัตว์ที่ล่ามาได้มาทำเป็นเครื่องมือเพื่อไม่ให้ทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

WIKIPEDIA CC TSUI

7. รัฐสวัสดิการเป็นเรื่องใหม่ของหลายประเทศในโลกและหลายประเทศในโลกก็ยังไม่มีรัฐสวัสดิการจนดูล้าหลังเมื่อเทียบกับหลายสังคมในอดีต

ในเอเธนส์มีการกำหนดสวัสดิการสังคมไว้ในรัฐธรรมนูญ คนที่มีรายได้น้อยและผู้ที่ไม่สามารถทำงานได้จะได้รับสวัสดิการจากเงินในคลังเพื่อนำไปซื้ออาหารเพื่อยังชีพได้ หรือในอิสราเอลโบราณมีการใช้หลักส่วนสิบเพื่อแบ่งปันให้แก่คนจน

แต่ที่ที่ดูจะก้าวหน้าที่สุดสำหรับรัฐสวัสดิการในสมัยโบราณก็คือราชวงศ์โมริยะในอินเดีย รัฐจะช่วยดูแลตั้งแต่การก่อสร้างที่พัก สนับสนุนวัสดุก่อสร้างให้ เด็กกำพร้า ผู้สูงอายุ คนป่วย คุณแม่ยังสาวจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐ มีการจัดหางานให้กับคนที่ว่างงาน โดยระบบนี้จะเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อช่วยอุ้มชูทุกคนในสังคม

เรียบเรียง : SPOKEDARK.TV

COMMENTS