สูงสุดคืนสู่สามัญ! ชีวิตที่แปรเปลี่ยนของ ‘ผู่อี๋’ จักรพรรดิองค์สุดท้ายในประวัติศาสตร์จีน

ผู่อี๋ คือพระนามของจักรพรรดิองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์ชิง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดิโดยพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งทำให้พระองค์ต้องเสด็จขึ้นครองราชย์ ขณะมีพระชนมายุได้เพียง 3 ขวบเท่านั้น จักรพรรดิผู่อี๋ ถือเป็นจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวของจักรพรรดิจีนที่ทรงฉลองพระเนตร เนื่องจากพระองค์สายตาสั้น ชีวิตในวัยเด็กของพระองค์ไม่ค่อยมีความสุขมากนัก เนื่องจากพระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นถึงจักรพรรดิ พระองค์ต้องประทับในพระราชวังต้องห้าม ที่ไม่อนุญาตให้สามัญชนเข้าถึงได้เป็นอันขาด

WIKIPEDIA PD

ดังนั้นพระองค์จึงไม่มีสิทธ์เล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน หรือกระทั่งพบกับครอบครัวของพระองค์ได้ มีเพียงเหล่าขันทีเท่านั้นที่สามารถใกล้ชิดกับพระองค์ได้ ต่อมาเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 10 ขวบ พระองค์จึงได้รับอนุญาตให้พบกับครอบครัว และมีสิทธิ์ในการออกจากพระราชวังต้องห้ามเพื่อศึกษาเล่าเรียนหนังสือ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังถือว่าเป็นเด็กเกินกว่าที่จะรับรู้ราชการ และการปกครองแผ่นดิน พระองค์จึงได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการเพื่อทำหน้าที่แทนพระองค์
โดยตลอดเวลาที่พระองค์เสด็จต่อหน้าข้าราชบริพาร พระองค์มิสามารถแสดงกริยา ที่ทำให้พระองค์ดูไม่แข็งแกร่งสมเป็นจักรพรรดิได้เลย จนอาจจะเรียกได้ว่าพระองค์ต้องแสร้งวางตัวให้สมฐานะ ทั้งที่พระองค์ยังคงมีจิตใจเป็นเด็ก ที่ต้องการความสนุกสนานเหมือนเด็กทั่วไป

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้พระองค์รู้สึกอึดอัดคล้ายกับถูกจองจำทั้งเป็นไม่มีผิด ทว่าในปี 1911 ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นโดยกลุ่มผู้ปฏิวัติกล่าวหาว่าผู้สำเร็จราชการของพระองค์ไม่สนใจใส่ใจต่อการบริหารประเทศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในประเทศต่อไปในอนาคต หลังการปฏิวัติได้ไม่นานจักรพรรดิผู่อี๋ก็สละราชสมบัติ และยกอำนาจทั้งหมดให้กับกลุ่มผู้ปฏิวัติ เหตุการณ์หลังจากนั้นยังคงวนเวียนในแบบเดิมๆ พระองค์ได้กลับมาครองราชอีกครั้งในอีกไม่กี่ปีต่อมา เนื่องจากพระองค์ต้องวางตัวตามเกมการเมือง เพราะในขณะนั้นพระองค์เปรียบเสมือนจักรพรรดิทางสัญลักษณ์เท่านั้น แต่เกมการเมืองก็ยังคงร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นฝ่ายที่มีชัยเหนือเกมการเมืองกระทำการเนรเทศให้พระองค์ออกจากพระราชวัง

WIKIPEDIA PD

ส่งผลให้พระองค์ต้องระหกระเหินไปอยู่ที่แมนจูเรียตามคำเชิญของญี่ปุ่น ซึ่งในเวลาต่อมาญี่ปุ่นก็ได้อัญเชิญพระองค์ให้เป็นพระประมุขแห่งรัฐแมนจูเรียในวัย 23 ปี แต่นั่นก็มิได้ถือเป็นความยิ่งใหญ่มากนัก เพราะศักดิ์ของพระองค์ในขณะนั้นยังคงเปรียบเสมือนหุ่นเชิดของญี่ปุ่น ต่อมาในปี 1945 รัสเซียได้บุกแมนจูเรีย และได้จับพระองค์ในฐานะที่ประพฤติตนเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาพระองค์ถูกส่งตัวกลับประเทศจีนตามคำสั่งของสตาลิน ที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์กับ เหมา เจ๋อตง ซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดของจีนในขณะนั้น

พระองค์ถูกจองจำในคุกและถูกใช้แรงงานอย่างหนักเป็นเวลานาน 9 ปี ยศถาบรรดาศักดิ์ที่พระองค์เคยมีในตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว พระองค์กลายเป็นสามัญชนธรรมดา ที่นอนรวมกับนักโทษคนอื่นๆ เมื่อครบกำหนดจองจำพระองค์ก็ได้รับการปล่อยตัว แต่พระองค์ยังคงอยู่ในฐานะหุ่นเชิดของรัฐบาลจีน ซึ่งทางรัฐบาลจีนต้องการให้พระองค์สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับกลุ่มคนที่ต่อต้านหันมาเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่องจากพระองค์เคยเป็นถึงจักรพรรดิจีน แต่ยังมาเข้าร่วมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ได้

บั้นปลายชีวิตของอดีตจักรพรรดิเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พระองค์แต่งงานกับสตรีที่ เหมา เจ๋อตง จัดหาให้ ก่อนที่พระองค์จะจากไปด้วยโรคมะเร็งในวัย 61 ปี ผู่อี๋ถือเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ที่สืบสานการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นพระองค์สุดท้าย ก่อนที่การปกครองในระบอบจักรพรรดิจะสิ้นสุดลงในยุคของพระองค์

WIKIPEDIA PD

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS