บิทคอยน์ยุคโบราณ! ‘ราอิ’ สกุลเงินสุดแปลกแห่งเกาะแยพ ใครอยากเป็นเศรษฐีต้องข้ามทะเลไปขุดเอาเอง

ตั้งแต่อดีต มนุษย์ได้คิดค้นและใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในรูปแบบที่หลากหลาย แต่มีเงินสกุลหนึ่งที่แปลกประหลาดและน่าสนใจที่เคยใช้กันอยู่จริงในหมู่เกาะทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก นั่นก็คือ ‘ราอิ’

WIKIPEDIA CC ERIC GUINTHER

‘ราอิ’ เป็นเงินที่เคยใช้ในหมู่เกาะแยพ (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของประเทศไมโครนีเซีย) ทำจากหินปูน มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมที่มีรูอยู่ตรงกลางคล้ายแผ่นซีดี มีหลายขนาดตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลาง 7-8 เซนติเมตรขึ้นไป ส่วนเงินหินที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 3.6 เมตร หนา 0.5 เมตร และมีน้ำหนักถึง 4 ตันเลยทีเดียว

WIKIPEDIA PD

การใช้ราอิในการซื้อขายแลกเปลี่ยนนั้น ไม่ได้ถึงกับต้องแบกหามลากจูงเจ้าเงินหินขนาดยักษ์ไปจับจ่ายใช้สอยเหมือนกับภาพที่เราคุ้นเคยจากการ์ตูนในโทรทัศน์ แต่ชาวแยพจะตั้งราอิไว้ตามลานหรือทางเดินของหมู่บ้าน โดยนิยมใช้ในการแลกเปลี่ยนอาหาร เป็นของกำนัลหรือสินสอดทองหมั้น การชำระหนี้ การทำศึกสงครามและยังสามารถถ่ายโอนกรรมสิทธิ์กันได้อีกด้วย โดยมูลค่าของราอิแต่ละก้อนนั้นขึ้นอยู่กรรมวิธีในการทำ ความสวยงาม และเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังการผลิตทั้งหมดเป็นหลักในการประเมินราคา

WIKIPEDIA PD

กรรมวิธีในการทำราอิก็แสนจะยากลำบาก เรียกว่าทุกขั้นตอนมีชีวิตคนเป็นเดิมพัน ตั้งแต่การหาแหล่งหินมาทำราอิ ที่ต้องพายเรือข้ามไปยังเกาะปาเลาซึ่งเป็นหมู่เกาะที่อุดมไปด้วยหินปูน ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะแยพไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 300 ไมล์ ตามตำนานเล่าว่า อะนากุมัง (Anagumang) นักเดินเรือแห่งเกาะแยพที่เดินทางออกไปหาปลาจนถูกคลื่นซัดมาที่เกาะปาเลา ได้ค้นพบถ้ำหินปูนที่นั่นโดยบังเอิญ จึงให้ลูกเรือสกัดหินเป็นรูปปลาและนำกลับไปยังเกาะแยพ ความสวยงามของหินเป็นที่เลืองลือในหมู่ชาวแยพ จนกลายเป็นของมีค่าที่ใช้แทนเงินตราขึ้นมา ซึ่งในภายหลังรูปทรงของราอิจึงเปลี่ยนมาเป็นวงกลมที่มีรูตรงกลางเพื่อง่ายต่อการขนย้าย

WIKIPEDIA PD

นอกจากการเดินทางแล้ว การขุดหินเพื่อให้ได้เป็นตัวเงินก็ลำบากไม่แพ้กัน เนื่องจากชาวแยพยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัย ใช้เพียงเแค่เปลือกหอยในการสกัด ขึ้นรูปและตกแต่ง จึงเป็นงานที่ต้องใช้คนเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นชาวแยพที่เข้ามาขุดราอิยังต้องเสียค่าสัมปทานให้แก่ชาวปาเลาซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยจะจ่ายเป็นลูกปัด ลูกมะพร้าว หรือเนื้อมะพร้าวแห้ง และยังต้องทำงานใช้แรงงานเพื่อแลกกับอาหารอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ มูลค่าของราอิจึงไม่ใช่แค่จำกัดอยู่เพียงแค่ขนาด หรือฝีมือช่าง ประวัติความเป็นมาของเงินแต่ละก้อนก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งราอิก้อนไหนที่มีเรื่องราวการเสียชีวิตของผู้คนในระหว่างการผลิตและขนส่งมากเท่าไหร่ก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันหากการขุดราอิครั้งใดไม่มีการเสียชีวิตของแรงงานเลย (ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมาก) ก็จะมีมูลค่ามหาศาลเช่นเดียวกัน

การขุดราอิของชาวแยพเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อชาวยุโรปเข้ามาสำรวจและติดต่อค้าขายในดินแดนแถบนี้ ทำให้เทคโนโลยีการขุดราอินั้นพัฒนาขึ้น โดยเริ่มมีการใช้เครื่องมือที่ทำด้วยเหล็กหรือโลหะเข้ามาแทนที่ และการขุดราอิได้เจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดเมื่อ เดวิด โอ’คีฟ กัปตันเรือลูกครึ่งไอริช-อเมริกันที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่มในหมู่เกาะแยพในปี ค.ศ.1871 เขาได้รับการช่วยเหลือและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวแยพ จนพบช่องทางทำกินด้วยการทำธุรกิจนำเข้าเครื่องมือขุดหินจากฮ่องกง และกิจการเรือโดยสารเส้นทางเกาะแยพ-เกาะปาเลา ทำให้ขุดราอิได้ง่ายขึ้น โดยคิดค่าสินค้าและบริการเป็นเนื้อมะพร้าวแห้งและปลิงทะเล ซึ่งโอ’คีฟ ได้นำสินค้าเหล่านี้ไปขายต่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจนได้กำไรมหาศาล และด้วยความสัมพันธ์อันดีต่อชาวแยพ เขาจึงได้รับการยกย่องจากผู้คนภายในเกาะแทบไม่ต่างจากราชา แต่นั่นก็ทำให้ชาวแยพต้องประสบกับภาวะเงินเฟ้อจากการทำราอิที่เฟื่องฟูจนเสื่อมมูลค่าเช่นเดียวกัน

การขุดราอิต้องถึงกาลอวสานในต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากการเสียชีวิตของโอ’คีฟในปี ค.ศ.1901 เมื่อเยอรมนีซึ่งถือสิทธิ์ในการครอบครองเกาะแยพ และซื้อเกาะปาลาวูจากสเปนได้ปิดเส้นทางการเดินเรือระหว่างเกาะแยพกับเกาะปาเลาเนื่องจากความขัดแย้งกับสเปน จึงทำให้การทำราอิหมดความสำคัญไปโดยปริยาย เหลือเพียงแค่สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพียงเท่านั้น

เรียบเรียง SPOKEDARK.TV

COMMENTS