เรื่องแปลกยุคโบราณ! ‘เจาะกะโหลก’ วิธีรักษาโรคสุดโหดที่นิยมทำกันมาตั้งแต่ยุคหิน ว่ากันว่าช่วยให้หายจากโรคร้ายได้

ในยุคสมัยที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่ล้ำสมัยเทียบเท่าปัจจุบัน มนุษย์ในยุคนั้นต้องผ่านการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะทำให้แน่ใจว่าวิธีกันรักษาดังกล่าวได้ผล 100% เหมือนกับวิธีรักษาโรครูปแบบหนึ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเมื่อกว่า 7,000 ปีที่แล้ว ด้วยวิธีการเจาะกะโหลก หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า Trepanning โดยมีการค้นพบวิธีรักษาโรคด้วยการเจาะกะโหลกตั้งแต่ “ยุคหินเก่า” ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานภาพเขียนอยู่ภายในถ้ำ หลังจากนั้นวิธีการรักษาโรคด้วยการเจาะกะโหลกก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหลายยุคสมัย

WIKIPEDIA PD

ส่วนวิธีการเจาะกะโหลกก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก โดยแพทย์หรือผู้กระทำจะนำเครื่องมือชนิดหนึ่งมาเจาะกะโหลกศีรษะไปให้ถึงส่วนที่เรียกว่า “เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก” ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน ซึ่งคนในสมัยก่อนเชื่อว่าวิธีรักษาโรคด้วยการเจาะกะโหลกศีรษะ จะทำให้หายจากอาการปวดหัวและลมชัก นอกจากนี้คนสมัยก่อนยังเชื่อว่าการเจาะกะโหลกจะช่วยปลดปล่อยวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ในตัวมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย เมื่อกะโหลกมีช่องว่าง วิญญาณร้ายเหล่านั้นก็จะไม่มีที่อยู่อาศัยนั่นเอง โดยเศษกะโหลกศีรษะจะถูกนำเป็นใช้เป็นเครื่องรางเพื่อป้องกันวิญญาณร้ายอีกด้วย

อย่างไรก็ดีหลายคนอาจสงสัยว่าเจาะกะโหลกเป็นรูใหญ่ขนาดนี้ ผู้ที่ถูกเจาะกะโหลกจะไม่ตายก่อนหรอ? ซึ่งหากอ้างอิงกะโหลกศีรษะที่เคยผ่านการรักษาโรคด้วยวิธีการนี้มาแล้ว มีจำนวนหลายกะโหลกเลยทีเดียว ที่บริเวณของกะโหลกที่ถูกเจาะมีร่องรอยของการงอกขึ้นมาใหม่ อีกทั้งบางกะโหลกยังมีรอยที่ผ่านการเจาะมานับครั้งไม่ถ้วน นั่นแปลว่าผู้ที่ถูกเจาะกะโหลกยังคงมีชีวิตอยู่หลังเจาะกะโหลก และค่อนข้างเป็นไปได้ที่วิธีรักษาดังกล่าวจะได้ผลจริงๆ

WIKIPEDIA PD

ถึงกระนั้นแพทย์ในยุคสมัยปัจจุบันก็ไม่อาจการันตีได้ว่าวิธีรักษาโรคด้วยการเจาะกะโหลกได้ผลจริงหรือไม่ โดยแพทย์แสดงความคิดเห็นว่า “การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวอาจมีผลเสียต่อสมอง เพราะสมองอาจได้รับผลกระทบจากอาการเส้นเลือดอุดตัน, ไขสมองอักเสบ, ติดเชื้อ, อาการบาดเจ็บทางสมอง และอื่นๆ ในสมัยก่อนวิธีนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และมันคงได้ผลจริงมิเช่นนั้นก็คงไม่ทำต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยแน่ๆ แต่ปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก และคงไม่มีใครกล้ารักษาด้วยวิธีดังกล่าวอีกแล้ว”

ทั้งนี้ยังคงมีรายงานการพบผู้ป่วยใช้วิธีเจาะกะโหลกครั้งล่าสุดในปี 2000 โดยพวกเขาอ้างว่า การเจาะกะโหลกไม่ได้ช่วยรักษาอาการปวดหัวเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยให้สมองทำงานดีขึ้นกว่าปกติอีกด้วย

WIKIPEDIA PD

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS