เบื้องหลังของนักรบ! หน่วยงานทหารเผย ทหารผ่านศึกอเมริกัน จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายมากกว่าภารกิจในสนามรบ

เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2019 กระทรวงการทหารผ่านศึกสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสำรวจอัตราการฆ่าตัวตายของทหารผ่านศึกอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไปในสงครามอัฟกานิสถานและภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในข้อมูลได้ระบุเอาไว้ว่า ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2008-2019) ทหารผ่านศึกอเมริกันฆ่าตัวตายมากกว่า 60,000 นาย ในจำนวนนั้นมากกว่าครึ่งเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยอาวุธปืน!

WIKIPEDIA PD

จากข้อมูลข้างต้นช่างน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าจำนวนทหารผ่านศึกที่ฆ่าตัวตายในระยะเวลาเพียงแค่ 12 ปีนั้นมีจำนวนมากกว่าทหารที่ล้มตายในช่วงสงครามเวียดนาม ระหว่างปี ค.ศ. 1955-1975 ที่มีทหารเสียชีวิตราว 58,000 นาย ทั้งๆ ที่สงครามเวียดนามกินเวลายาวนานถึง 20 ปีเฉลี่ยแล้วทหารผ่านศึกอเมริกันฆ่าตัวตายปีละประมาณ 6,000 นาย แต่ในปี ค.ศ. 2017 มีทหารผ่านศึกอเมริกันฆ่าตัวตายถึง 6,139 ราย มากที่สุดในรอบ 12 ปี และหากเปรียบเทียบอัตราการฆ่าตัวตายของทหารผ่านศึกชายและหญิงที่ใช้อาวุธปืนปลิดชีพตัวเองจะพบว่า ทหารผ่านศึกชายใช้อาวุธปืนฆ่าตัวตายราว 70.7% ส่วนทหารผ่านศึกหญิงใช้อาวุธปืนฆ่าตัวตายราว 43.2%

ในรายงานของกระทรวงการทหารผ่านศึกสหรัฐอเมริกา ยังระบุอีกด้วยว่า กว่า 70% ของทหารผ่านศึกสงครามที่ก่อเหตุฆ่าตัวตาย ไม่เคยเข้ารับการดูแลบำบัดด้านสุขภาพจิตเลย เพราะทหารผ่านศึกส่วนใหญ่คิดว่า หลังสงครามจบพวกตนจะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง ไม่ต้องกลัวตายเวลาที่ออกไปปฏิบัติภารกิจหรือหวาดระแวงเหมือนตอนอยู่ในภาวะสงครามอีกต่อไป

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะหลังสงครามสภาพจิตใจของทหารผ่านศึกจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้เสี่ยงต่ออาการเจ็บป่วยทางจิต ก่อให้เกิดความเครียด หากไม่ได้รับการเยียวยาจะทำให้อาการแย่ลง ส่งผลให้คิดสั้นจนฆ่าตัวตายนั่นเอง

WIKIPEDIA CC ANDREW BUTKO

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ทุ่มงบประมาณเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 162 ล้านบาท) เพื่อจัดตั้งหน่วยงานสำหรับช่วยเหลือทหารผ่านศึก ทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ และดึงหน่วยงานสาธารณสุขเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาสภาพจิตใจ ทว่าอัตราการฆ่าตัวตายของทหารผ่านศึกกลับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เรียบเรียง : SPOKEDARK.TV

COMMENTS