ทุบความเชื่อ! อาการเจ็บป่วยของ ‘โรคฮิสทีเรีย’ ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่โรคขาดผู้ชายไม่ได้อย่างที่เราเคยได้ยิน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ขาดผู้ชายไม่ได้’ หรือ ป่วยเป็นโรคขาดผู้ชายไม่ได้ จากในละคร หรือจากในภาพยนตร์หลายเรื่องแน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยคดังกล่าวไม่ใช่แค่ประโยคเปรียบเปรยธรรมดา เพราะที่มาของคำๆ นี้มาจากคนที่ป่วยเป็นโรคนี้จริงๆ โดยชื่อเต็มของโรคขาดผู้ชายไม่ได้มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า ‘Hysteria’ แต่อย่าเพิ่งตีความว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จะต้องมีอาการขาดผู้ชายไม่ได้อย่างที่คนไทยชอบเรียกขาน เพราะจริงๆ แล้วโรคนี้เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย

123RF

อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จะแสดงออกมาทางอารมณ์และความรู้สึกซะเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาจะรู้สึกกลัว ประหม่าในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ชอบคิดและตัดสินใจกระทำทุกอย่างเพียงลำพัง และเมื่อใดก็ตามที่ผู้ป่วยฮิสทีเรีย มีความชื่นชอบหรือสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผู้ป่วยจะยึดติดต่อสิ่งนั้นพร้อมทั้งแสดงความผูกพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นทันที ในที่นี้ขอยกตัวอย่างในแง่ของ ‘ความรัก’ ซึ่งหากผู้ป่วยได้รักหรือชอบใครขึ้นมาซักคนล่ะก็ บอกเลยว่าคนๆนั้นได้รับผลกระทบแน่ๆ เนื่องจากคุณจะเปรียบเสมือนที่ยึดเหนี่ยวภายในจิตใจเพียงคนเดียวของผู้ป่วย เพราะก่อนหน้านี้ผู้ป่วยเคยใช้ชีวิตเพียงลำพัง เมื่อคุณได้เข้ามาเติมเต็มในจิตใจของผู้ป่วย เขาก็จะหลงรักคุณเข้าอย่างเต็มเปา!

สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ป่วย แต่สำหรับคนอื่นๆมันอาจไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปว่าผู้ป่วยจะมีความรู้สึกยึดติดในสิ่งๆนั้น จนถึงขั้นแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ และมันอาจทวีความรุนแรงจนถึงขั้นลงมือทำร้ายร่างกาย หรือกระทั่งก่อเหตุฆาตกรรมบุคคลที่ข้องเกี่ยวกับคนรักของผู้ป่วยโรคฮิสทีเรียเลยก็ได้ และแน่นอนการสันนิษฐานนี้ไม่ใช่ข้อสมมติแต่อย่างใด เพราะเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นจริงแล้วที่ต่างประเทศ

WIKIPEDIA PD

ส่วนแนวทางในการรักษาโรคฮิสทีเรียก็ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก ผู้ป่วยควรได้รับคำปรึกษาเพื่อปรับสภาพจิตใจ ไม่ให้คิดไปเองว่าตนเองใช้ชีวิตเพียงลำพังโดยที่ไม่มีใครสนใจใส่ใจ ทั้งนี้โรคฮิสทีเรียไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น เพราะจากหลักฐานทางการแพทย์ในอดีตก็พบว่ามีคนป่วยเป็นโรคนี้มานานแล้ว และหนึ่งในวิธีการรักษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอดีตคือการใช้ ‘แฟลชกล้อง’ ยิงไปที่ผู้ป่วยบ่อยๆ ซึ่งวิธีการดังกล่าวเคยถูกทดลองในโรงพยาบาลจิตเวช Salpetriere Asylum ก่อนที่จะมีการยกเลิกในภายหลัง

เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าวิธีการดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไร แต่แพทย์ที่ทำการทดลองกลับยืนยันว่า การใช้แฟลชกล้องช่วยให้ผู้ป่วยที่กำลังคลุ้มคลั่งมีอาการทุเลาลง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับสบายได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

COMMENTS