‘ทุ่งสังหาร’ ทุ่งมรณะเขมรแดง ที่สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างไร้มนุษยธรรมนับล้านคน

หลังจากที่เราพาทุกท่านไปสัมผัสกับความสยองของการกระทำที่มนุษย์ด้วยกันทำกับมนุษย์ใน “คุกตวล สเลง” จุดหมายถัดมาที่มีความโหดร้ายไม่แพ้กันอย่าง “ทุ่งสังหาร” หรือ “Killing Fields” ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เป็นจุดที่ชาวเขมรนับล้านชีวิตต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ด้วยเงื้อมมือของทหารเขมรแดง

ชื่อของ “ทุ่งสังหาร” นั้นเป็นชื่อที่เรียกกันในภายหลังที่เรื่องราวทุกอย่างออกสู่สายตาชาวโลก แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงเริ่มแรกของการอพยพชาวเมืองให้ออกไปจากเมืองเพื่อเดินทางไปสู่ “อนาคตของประเทศ” ซึ่งบรรดาผู้นำของเขมรแดงได้บอกกับชาวเมืองตามเมืองสำคัญต่างๆ ว่าทั้งหมดคือการหลบภัยจากสหรัฐอเมริกาที่จะเข้ามาทิ้งระเบิด เนื่องจากไม่พอใจที่กองกำลังเขมรแดงได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลของ “นายพลลอน นอล” จึงจำเป็นที่จะต้องอพยพชาวเมืองทั้งหมดออกจากเมือง

หลังจากการคัดแยกประชาชนที่มีความรู้ อ่านออกเขียนได้แยกไปที่ “ตวล สเลง” เพื่อทำการสอบสวนในแบบฉบับของเขมรแดง ประชาชนที่เหลือก็มีแต่บรรดาชาวบ้านธรรมดาๆ ก็ถูกนำทางไปยังทุ่งนาที่ห่างไกลจากเมืองด้วยการเดินเท้า ภาพที่ทุกคนเห็นในช่วงนั้นก็คือขบวนพาเหรดของมนุษย์ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ต่างพากันเดินเท้าไปสู่ที่ที่พวกเขาถูกหลอกว่า “อนาคตของชาติ”

123RF

ระบบต่างๆ ทุกอย่างที่เคยมีในประเทศ เช่น เงินตรา โรงเรียน โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนแต่ถูกยกเลิกเพราะผู้นำเขมรแดงต้องการที่จะให้กัมพูชากลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางด้านเกษตรกรรม ประชาชนทุกคนคือทรัพย์สมบัติของประเทศไม่ต่างจากสัตว์ที่ใช้ในภาคการเกษตร ทุกคนไม่ว่าจะเคยเป็นอะไรมาก่อนหน้านั้น จากนี้ไปทุกคนคือเกษตรกร

ความโหดร้ายของเขมรแดงเริ่มต้นตั้งแต่การพาประชาชนไปสู่ทุ่งนาที่พวกเขาเรียกกันว่า “คอมมูน” ระหว่างการเดินทางนั้นผู้ป่วยที่ถูกเรียกให้ออกมาจากโรงพยาบาลก็ทยอยล้มตายกันเนื่องจากต้องเดินทางไกล การรักษาย้อนกลับไปเหมือนอยู่ในยุคหินเพราะเหล่าทหารของเขมรแดงนั้นปฏิเสธการแพทย์สมัยใหม่ จึงรักษาด้วยวิธีโบราณๆ เช่น การกินสมุนไพร แน่นอนว่ามันช่วยอะไรไม่ได้มาก ร่างของผู้เสียชีวิตจึงถูกทิ้งตามข้างทางอย่างน่าเวทนา

ใช่ว่าจะมีแต่คนป่วยที่ต้องสูญเสีย ประชาชนที่เดินทางนั้นก็ต้องได้รับผลกระทบจากคำสั่งอย่างกะทันหันเช่นกัน ความอดอยากแพร่กระจายไปทั่วทั้งขบวนเพราะสเบียงที่เตรียมมานั้นมีไม่พอหนำซ้ำอากาศที่ร้อนและระยะทางที่ไกลทำให้การเดินทางนั้นล่าช้าเพราะมีคนหมดแรง ช่วงนี้เองที่ทหารเขมรแดงเริ่มแสดงธาตุแท้ที่โหดร้ายออกมา การฆ่าทิ้งสำหรับคนที่เริ่มแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องเริ่มเกิดขึ้น พวกเขาถูกลากไปยังข้างทางและใช้ปืนยิงที่ศีรษะและทิ้งศพไว้ที่ข้างทางเพื่อเป็นการ “ขู่” ไม่ให้ใครก็ตามเริ่มขัดขืน ตัวเลขของผู้ที่เสียชีวิตจากการอพยพคนร่วม 2.5 ล้านคนออกจากเมืองนั้นอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 คน

123RF

ทันที่ที่ทุกคนถึง “คอมมูน” แต่ละคนก็จะถูกแยกไปอยู่ตามคอมมูนต่างๆ ที่แบ่งเหมือนกับเป็นชุมชนขนาดใหญ่ประมาณ 10,000 คนต่อ 1 คอมมูน ครอบครัวถูกพลัดพรากจากกันกระจัดกระจายไปยังจุดต่างๆ ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาจะได้รับหน้าที่คือการทำเกษตรกรรมและการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ที่อยู่ในแต่ละแคมป์

ซึ่งการกระทำของทหารเขมรแดงได้สร้างความงุนงงให้กับประชาชนเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาถูกสัญญาโดยผู้นำว่าการออกมาจากเมืองครั้งนี้เป็นการหลบภัยเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น แต่นี่พวกเขากลับถูกนำมาอยู่ในแคมป์ที่มีลักษณะไม่ต่างจากค่ายกักกันที่ล้อมรั้วด้วยลวดหนามเลยแม้แต่น้อย

มาถึงตรงนี้ชาวกัมพูชาทุกคนก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งที่ผู้บัญชาการคอมมูนจะสั่งลงมาโดยที่ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้ เพราะโทษของการขัดขืนนั้นคือ “ความตาย” ทุกคนจะต้องทำงานหนักวันละ 11 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นเวลาถึง 9 วันติดๆ ซึ่งวันที่ 10 นั้นไม่ใช่วันหยุดหากแต่ยังต้องมานั่งฟังการอบรมจากเจ้าหน้าที่คอมมูนเพื่อมาบรรยายแนวคิดเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่พวกเขากำลังสร้างประเทศในอุดมคติ แน่นอนว่าการอบรมนี้ไม่มีการถามความสมัครใจ หากแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ!

123RF

แม้ว่าจะทำงานหนักสักเพียงใดแต่คุณภาพชีวิตนั้นไปคนละทางกับสิ่งที่พวกเขาทำ อาหารที่ได้รับในแต่ละวันนั้นมีเพียงแค่ปลายข้าวเอามาต้ม ซึ่งปริมาณข้าวนั้นมีเพียงนิดเดียวที่เหลือก็คือน้ำทั้งนั้นกับปลาแห้งตัวเล็กๆ แน่นอนว่าการทำงานที่หนักถึงวันละ 11 ชั่วโมงแล้วมาเจออาหารชั้นเลวขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่คนเหล็กก็คงที่จะทนไม่ได้นาน ร่างกายของพวกเขาจึงค่อยๆ อ่อนแอลงไปทุกวันๆ

ทหารเขมรแดงตั้งแต่ระดับบนระดับล่างนั้นมีแนวคิดที่ว่า “คนที่ทำงานไม่ได้ก็ไม่ต่างจากคนตาย” ด้วยเหตุนี้ภาพของการลากคนที่ทำงานไม่ได้เพราะร่างกายไม่แข็งแรงออกไปกำจัดทิ้งจึงเป็นเรื่องที่ชินตาโดยไม่เว้นว่าเป็นผู้หญิง เด็กทารกหรือว่าคนแก่ นอกจากนี้บรรดาผู้หญิงสาวๆ ภายในคอมมูนนั้นต้องตกเป็นทาสบำเรอของทหารหนุ่มกลัดมัน พวกทหารนั้นถือว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้กับชีวิตของสาวๆ เหล่านี้ ชีวิตในที่แห่งนี้จึงไม่ต่างอะไรกับนรกบนดินดีๆ นั่นเอง

แต่ก็มีโอกาสให้กับเด็กชายหรือวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 12-15 ปีเช่นกัน ทหารเขมรแดงจะมีประเพณีการรับสมัครกองกำลังเพิ่มจากคนที่ถูกกักขังในคอมมูนด้วยการ “วัดใจ” ซึ่งจะทำในโอกาสที่กำจัดผู้ที่ไร้ประโยชน์ด้วยการสั่งให้เด็กๆ ต่อแถวยืนเรียงหน้ากระดาน โดยจะโยนอาวุธไปข้างหน้าแถวเพื่อให้ผู้ที่ “ใจถึง” หยิบอาวุธที่มีตั้งแต่จอบ เสียม ไม้หน้าสาม ขึ้นมาและนำอาวุธที่ได้ไปจัดการกำจัดสิ่งไร้ประโยชน์ซะ โดยเหล่ารุ่นพี่ก็จะดูว่าเด็กๆ เหล่านี้จะทำด้วยความรู้สึกใด หากทำไปหัวเราะไปหรือมีความสนุกในแววตาหลังจากนั้นก็จะได้บรรจุภายในกองทัพเขมรแดงอย่างสมเกียรติ

นรกบนดินแห่งนี้ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ ติดตามชมในตอนที่ 2 เราจะพาไปพบกับความเหี้ยมโหดของทหารเขมรแดงที่ทำกับนักโทษและที่สำคัญทำกับ “เด็กทารก” คลิ้ก

เรียบเรียง : SpokeDark.TV
————————————————————–

คลิ้กอ่าน: ‘ตวล สเลง โรงเชือดเขมร’ คุกที่ไม่มีประตูออก (ตอน 1)

คลิ้กอ่าน: ‘ตวล สเลง โรงเชือดเขมร’ คุกที่ไม่มีประตูออก (ตอนจบ)

คลิ้กอ่าน: เสียงเพรียกจากนักโทษ! เรื่องเล่าของวิญญาณที่ยังถูกจองจำใน ‘ตวลสเลง’คุกสังหารหมู่ยุคเขมรแดง

COMMENTS