โดนกันถ้วนหน้า! ‘กอล์ฟ-ผกก.’ ผนึกกำลัง ‘บี๋-สวิช’ แฉนายทุน ‘ฟินสุโค่ย’

 ขอบคุณข้อมูลจาก : รายการ คนดังนั่งเคลียร์

โดนกันถ้วนหน้า! ‘กอล์ฟ-ผกก.’ ผนึกกำลัง ‘บี๋-สวิช’ แฉนายทุน ‘ฟินสุโค่ย’

"โดนโกงกันถ้วนหน้า!

 

เจอนำร่องแฉข้ามประเทศเข้าไป เหมือนได้เวลานักแสดงฝั่งไทยที่เก็บปากเงียบมาตลอด

จะมีฮึดผนึกกำลังแฉบ้างอะไรบ้าง…

 

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล หลังจาก ‘มาโกโตะ’ นักร้องนำวง ‘ลูซิเฟอร์’

ไม่ไหวจะเคลียร์จนต้องลุกขึ้นมาใช้ช่องทางโซเชียลโพสต์ทวงเงินค่าตัวแสดงหนัง เลิฟสุดจิ้น ฟินสุโค่ย

ล่าสุด ‘กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์’ ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ และ ‘บี๋-สวิช เพชรวิเศษศิริ’ นักแสดงรับเชิญ

ก็จูงมือกันมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ในรายการ คนดังนั่งเคลียร์ แบบละเอียดยิบ!

 

 
เริ่มจากผู้กำกับเปิดใจว่า “จริงๆ  แล้วตั้งแต่แรกนายทุนเรื่องนี้มีกัน 3 คน ระหว่างถ่ายทำก็มีปัญหา

ติดขัดเรื่องเงินๆ ทองๆ และได้มีการยกกองไปแล้ว 1 รอบ

และหลังจากนั้นก็ถ่ายทำกันจนจบ แล้วมารู้ทีหลังว่าหลังว่า มีนายทุนคนหนึ่ง

ไปแอบอ้างกับนายทุนอีกสองคนว่าระหว่างที่ยกกองมันมีค่าใช้ จ่ายประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งทางเราไม่รู้เรื่อง

จนกระทั่งปิดกล้องนายทุนทั้งสองคนก็โทรมาถามเราว่าได้มีการขอเงินก้อนนี้ไปหรือเปล่า

คือการยกกองครั้งหนึ่งมันมีค่าเสียหายเกิดขึ้นจริง แต่เราก็ไม่เคยไปเรียกร้องค่าเสียหายตรงนั้น

เรื่องมันก็เลยแดงขึ้นมาว่านายทุนคนนี้เอาชื่อเราไปแอบอ้างเอาเงินกับนายทุนอีกสองคน

เขาก็เลยมีการฟ้องร้องกันในระหว่างนายทุน 3 คนนี้ เขาฟ้องร้องกันเอง

พอปิดกล้องเราก็มีการถามเรื่องค่าโปรดักชั่นที่จริงๆ เขาต้องจ่ายเรามา ตอนนี้เขายังไม่จ่ายกอล์ฟด้วย

ไม่ใช่มาโกโตะคนเดียว ยังไม่จ่ายกอล์ฟเหลืออีก 2 ล้านค่ะ  ส่วนเรื่องค่าตัวนักแสดง กอล์ฟไม่ได้เกี่ยวข้อง

แล้วก็ไม่ได้รู้เลยว่าแต่ละคนได้ค่าตัวเท่าไหร่ เพราะว่าทางนายทุนเขาเป็นคนจัดการเรื่องสัญญา

เรื่องติดต่อ เรื่องค่าตัวของทุกคนเองหมดเลย ก็เลยแยกสัญญากัน กอล์ฟก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ

ทุกคนมีค่าตัวเท่าไหร่ แล้วได้รับไปเท่าไหร่แล้ว”

 

 
ด้านหนุ่ม  ‘บี๋-สวิช’ บอกว่า “ในส่วนของผมก็ได้รับการติดต่อให้ไปแสดงหนัง

เมื่อปลายปี 56 แล้วก็มีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าแสดงก่อนแล้วก็ถ่ายไป 50% แล้วค่อยจ่ายที่เหลือทั้งหมดให้

เริ่มถ่ายไปก็ยังไม่จ่ายค่าแสดงจนถ่ายไปได้แล้วเกือบครึ่งหนึ่ง ผมก็ทวงถามว่าไหนที่ตกลงว่าจะจ่ายค่าแสดงให้

เขาก็จ่ายมาเป็นเช็กให้กับผมยอดจำนวน 250,000 ก็เอาเช็กอันนี้ไปเข้าธนาคาร ปรากฏว่าตีกลับกลายเป็นเช็กเด้ง

ครั้งที่ 1 ก็ติดต่อกับทางนายทุนทั้ง 3 ท่าน ตกลงมันยังไง

เขาบอกว่าเดี๋ยวพออีกวันหนึ่งพี่เอาเงินเข้านะ ครั้งที่ 2 ผมก็เอาเงินเข้าอีก ก็เด้งอีก พอครั้งที่ 3

ผมก็บอกว่าช่วยเคลียร์ให้หน่อย ตกลงมันยังไงกันแน่ทำไมเงินไม่มี 2 ครั้งแล้ว

เขาก็บอกขอโทษทีเดี๋ยวพยายามเคลียร์ให้ ครั้งที่ 3 ก็ตีกลับมา เช็กเด้ง

แล้วเราก็ได้ถ่ายเรื่องนี้ไปเกือบจะจบแล้ว เรามาทราบเรื่องทีหลังว่ามันมีการผิดข้อกำหนดสัญญากัน

ทะเลาะกันเองภายในหุ้นส่วน เขาก็ต่างคนต่างชี้แจงว่าฉันไม่เกี่ยวข้อง เราเองในฐานะที่เป็นนักแสดง

ถึงแม้เราจะได้บทน้อย แต่เราก็ทำงานเต็มที่แล้ว

มันไม่ยุติธรรมว่าเราทำงานแล้วเราไม่ได้เงินถึงแม้มันจะไม่มากเท่าไหร่ แต่มันก็มีค่าสำหรับเราคนทำงาน

 

 

ทีแรกผมก็นึกว่าผมโดนคนเดียว แต่มาทราบจากทางคุณกอล์ฟเองในวันปิดกล้องได้คุยกัน

แล้วก็จากหุ้นส่วนแล้วก็นักแสดงอีกหลายท่านก็โดนหุ้นส่วนคนที่ 1 โกงไป หนีไป

แล้วก็โยนความผิดมาให้หุ้นส่วนคนที่ 2 หลังจากนั้นหุ้นส่วนคนที่ 2 ก็พยายามดำเนินให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายให้เสร็จ

เพื่อที่จะได้ฉาย แล้วก็ได้มาขออนุญาตกับพวกเรานักแสดงทั้งหมดว่านำฉายนะ

แล้วก็ทำสัญญากับพวกเราส่วนหนึ่งว่า จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับพวกเรา ค่าแสดงทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย 7%

ตามกฎหมาย ก็มีรายชื่อต่างๆ มาให้เรา เรียบร้อย

 

 

แต่หนังเข้าฉายวันที่ 25 ก.ย. 57 เงินจะจ่ายทั้งหมด ก.พ. 58 พอถึงตรงนี้เราก็โอเค

ส่วนหนึ่งเราก็เห็นใจเข้าใจในหุ้นส่วนคนที่ 2 ที่โดนกระทำที่ไม่ถูกต้องแบบนี้ก็เอาใจช่วย พยายามจะช่วยเขา

พอถึง 28 ก.พ. 58 ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากหุ้นส่วนคนที่ 2

ในการทำงานถ้าเราคิดหนี้ใครเรื่องราวมันเป็นยังไงก็น่าจะชี้แจงให้เรารับทราบนิดหนึ่ง

ผมก็โทรไปสอบถามหุ้นส่วนคนที่ 2 ว่ายอดรายได้มันไม่ดีได้ประมาณแสนกว่าบาท

หักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลืออะไร ผมก็แล้วในส่วนของพี่จะทำยังไงได้บ้าง เขาก็บอกทุกคนเหมือนกันหมด

แต่ยอดตรงนี้ทำไมเขาชี้แจงกับเราว่าแสนกว่าบาท ก็ได้คุยกับทางกอล์ฟว่ายอดหนัง 5 ล้าน 9

แล้วมันหักค่าใช้จ่ายอะไรยังไง เขาลงทุนอะไรบ้าง เราไม่ทราบเลย

คำถามคือถ้าได้มาส่วนนี้ทำไมไม่มาแบ่งจ่ายให้กับพวกเราบ้าง ซึ่งผมเองยังไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว

นักแสดงบางท่านอาจจะได้ไปบางส่วน แต่หลายท่านผมไม่ทราบ แต่ในส่วนผม ผมรู้สึกว่า

มันไม่ค่อยยุติธรรมกับผมรึเปล่า ถึงแม้บทที่ผมได้รับมันอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมาก บทเล็กๆ

แต่เราก็ทำงานมาในฐานะของคนทำงานดีที่สุด รับผิดชอบของเราดีที่สุด

แล้วมันมาเรื่องแดงอีกทีคือวันที่ 3 เม.ย. 58 หนังสือพิมพ์ได้ออกข่าวว่ามีผู้จัดละครเรื่องซารังเฮโย

เบี้ยวค่าตัวนักแสดง ผู้กำกับและทีมงานทั้งหมด กว่า 2 ล้านบาท

ที่ผมอ่านข่าวเห็นเป็นชื่อคนเดียวกันกับหุ้นส่วนคนแรก เป็นคนจ่ายเช็กเด้งผมนี่แหละ

เป็นคนที่ติดต่อผมมาแสดงด้วย ก็หนีไปไม่รับผิดชอบใดๆ ไปเบี้ยวค่าตัวนักแสดงเหล่านั้นอีก”

 

 

ตอนนี้ได้คุยกับทางเขาบ้างไหม ?

 
บี๋ “ได้คุย ติดต่อไปแล้วครับ พยายามติดต่อ แต่ก็ไม่รับโทรศัพท์ ผมเคยโทรไปหาคุณแม่เขา

ว่าได้รู้พฤติกรรมของลูกคุณรึเปล่า ว่าลูกทำอะไร ทำความเดือดร้อนให้กับพวกเรา มากมายขนาดไหน

พวกเรายังไม่ได้เงิน ทีมงาน ตากล้องก็ยังไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

แล้วก็ทางหุ้นส่าวนคนที่ 2 ก็พยายามติดต่อเจรจาแล้วนะครับว่ามีอะไร มาคุย มาชดใช้กัน

แสดงความรับผิดชอบกับพวกเราหน่อย แต่ว่าก็โดนปฏิเสธตลอด ก็รอเรื่องถึงทางกระบวนการยุติธรรมกันอยู่

ก็เห็นฟ้องร้องกันอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว”

 

 

นักแสดงทีมงานจะมีการรวมตัวยื่นเรื่องอะไรกันไหม คิดไว้รึยัง ?

 
กอล์ฟ “จริงๆ ก็ยังนะ ต่างคนก็ต่างทำงานต่อไปไม่ได้มาจมกับเรื่องเดียวอยู่แล้ว

ก็เลยยังไม่ได้มีโอกาสได้เจอกัน ที่ได้คุยกันทั้งหมดยังไม่มี เรียกว่ายังไม่มีแนวโน้มว่าจะมาเจอกัน”

บี๋ “ต่างคนก็ต่างทำงาน น้องๆ นักแสดงหลายท่านก็มีหน้าที่ของตัวเองไป

แต่ว่าวันนี้ก็มีโอกาสได้มาเจอกอล์ฟก็ได้พูดคุยกัน ในส่วนนี้”

กอล์ฟ “ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าพี่บี๋ยังไม่ได้เลย กอล์ฟโดน 2 ล้าน”

บี๋  “กอล์ฟได้บางส่วนไปแล้วใช่ไหม”

กอล์ฟ “ไม่ค่ะ กอล์ฟได้บางส่วนตอนถ่ายทำ ก็คือเอามาถ่ายทำจนเสร็จ

แต่ว่าค่ากล้องค่าไฟ ค่าตัวทีมงาน อีก 2 ล้านยังไม่ได้”

 

 

จะดำเนินคดีกับเขาไหม ?

 
บี๋ “ตรงนี้เป็นหน้าที่ของกระบวนการที่เราต้องดำเนินคดีกับเขาอยู่แล้ว

เราขอทวงความเป็นธรรมกลับมาเถอะ เพราะว่าคุณมาทำอย่างนี้เราเดือดร้อน หลายๆ ชีวิตก็เดือดร้อน

แล้วก็วงการบันเทิงไม่ใช่สิ่งที่พวกคุณจะมาทำมาหากิน มาโกง มาหลอกลวง

หลอกให้ทุกคนมาทำงานให้คุณฟรี แล้วคุณก็หนีไปโดยที่ไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย”

 
ตอนนี้อยู่ขั้นไหนแล้ว ?

 
บี๋ “ในส่วนของผมคดีตั้งแต่ปี 57 แล้ว เรื่องอยู่ที่ สน.บางนา จนปีนี้ เม.ย. 58 เรื่องก็อยู่ที่ สน.บางนา

ผมว่าคงต้องไปเรียนถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท่านรองนภดล ท่านเพิ่งได้รับเรื่องเมื่อ 4 อาทิตย์ที่แล้ว

ว่าเป็นยังไงบ้าง ทำไมคดีเรื่องนี้มันช้าเหลือเกินทั้งที่หลักฐานมันก็มีอยู่ แต่แจ้งล่าสุดว่ามีส่งฟ้องอัยการ”

 
ตอนนี้หวังว่าจะได้เงินไหม ?

 
บี๋ “ถามว่าคาดหวังไหม(หัวเราะ) ตราบใดที่มีลมหายใจเราก็คาดหวังเนาะ

เราทำอะไรแล้วแต่ แต่หวังว่างานที่เราได้ทำไปทุกสิ่งทุกอย่าง

มันก็คงจะได้ก็คิดว่าอยากจะให้คู่กรณีมาเคลียร์เงินซะ ว่าเป็นยังไง ความเดือดร้อน มันเดือดร้อนกันจริงๆ

ถ้าเราทำงานเราไปเปิดร้านอาหารแล้วเราเจ๊งด้วยตัวเราเอง เรายินดีที่จะรับผิดตรงนั้นด้วยตัวเราเอง

แต่ถ้าเราโดนเบี้ยว โดนโกง โดนปัดความรับผิดชอบ มันเหมือนเราโดนปล้น”

 

""

COMMENTS