ก้าวต่อไปของนวัตกรรม “Autonomous Driving System”

เรียบเรียงโดยทีมงาน : SpokeDark.TV

 

Autonomous Driving System หรือถ้าจะเรียกให้คุ้นหูคนไทยก็คือเทคโนโลยีรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องเก่าก็ไม่เชิง เพราะเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่มีการพัฒนาต่อยอดกันแทบทุกวัน และวันนี้เราจะลองมาดูกันครับว่า ณ นาทีนี้ ความเป็นได้ของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองก้าวไปถึงไหนแล้ว

 

""

ขอบคุณภาพประกอบจาก : johndayautomotivelectronics.com

 

เอาจริงๆ ข่าวคราวเรื่องรถยนต์ขับเคลื่อนเองนั้น มีความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2010 แล้วครับ และกลับมาครึกโครมอีกครั้งเมื่อประมาณกลางปี 2012 และได้เงียบหายไปอีกครั้ง เพราะตอนนั้นเป็นเพียงข่าวความเคลื่อนไหวสั้นๆ ว่ามีความเป็นได้ที่เกิดรถประเภทนี้ขึ้นบนโลก และอาจต้องรออีกประมาณ 5-10 ปีที่คนเราจะได้ยลโฉมและใช้งานรถยนต์ประเภทนี้

 

""

ขอบคุณภาพประกอบจาก : worldcarfans.co

 

อุปสรรคหนึ่งที่ทำให้รถประเภทนี้เกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ นั่นคือ ระบบเซนเซอร์ที่ใช้ตรวจจับความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งต้องทำงานควบคู่กับระบบแผนที่หรืออุปกรณ์วิเคราะห์เส้นทางต่างๆ มีต้นทุนสูงมาก จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่ค่ายรถยนต์จะยอมเสี่ยงเพียงลำพัง…แต่ถ้าลงทุนร่วมก็ไม่แน่

ผู้บุกเบิกแนวคิดของรถขับเคลื่อนเองกลับไม่มีความเกี่ยวข้องกับรถยนต์เลย นั่นคือ Google ที่นำรถยนต์โตโยต้า พรีอุส ไฮบริด และเล็กซัส อาร์เอ็กซ์ 450 เอช มาดัดแปลงโดยการติดกล้องสำรวจและวิเคราะห์เส้นทางด้วยตัวเอง ซึ่งได้รับความสนใจจากค่ายรถยนต์หลายอย่างมากและสนใจจะร่วมลงทุนกับ google เพื่อให้มีการนำระบบเซนเซอร์มาใช้แทนกล้อง อาทิเช่น Tesla Motors บริษัทผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่กล่าวถึงระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองของ Google ว่าไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ แต่ล่าสุดก็ดอดไปเสนอตัวว่าจะร่วมลงทุนโดยให้เหตุผลว่า…

“ไม่ช้าก็เร็ว รถยนต์ขับเคลื่อนเองก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี”

 

""""

ขอบคุณภาพประกอบจาก : extremetech.com / tweaktown.com

นอกจาก Google แล้ว ยังมีรถยนต์อีกหลายค่ายเช่นกันที่สนใจแชร์ตลาด Autonomous Driving System อย่าง Audi ที่กำลังซุ่มผลิตเทคโนโลยีในการควบคุมความเร็วและ Valet Parking ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ หรือ BMW ที่แอบแจมกับเขาด้วย โดยการพัฒนาระบบที่เรียกว่า ConnectedDrive Connect (CDC) ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนผ่านระบบ GPS ที่ใช้คลื่นความถี่สแกนวัตถุที่ขวางหน้า เพื่อนำมาประมวลระยะห่าง ความเร็ว และการเบรก

 

""

ขอบคุณภาพประกอบจาก : aecdn.com

""

ขอบคุณภาพประกอบจาก : autospies.com

 

ณ นาทีนี้ เป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า ในไม่ช้าเราคงได้เห็นรถยนต์ที่ไม่ต้องใช้คนขับและสามารถตัดสินใจในความเสี่ยงต่างๆ แทนคนขับได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงการใช้รถยนต์ได้มากขึ้นและมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ระบบ Autonomous Driving System นั่นเปรียบไปก็ยังคงเป็นเพียงก้าวแรกของเด็กที่เพิ่งหัดปั่นจักรยานเท่านั้น ซึ่งเราต้องมาดูกันว่าเด็กปั่นจักรยานจากค่ายไหน จะล้มบ่อยกว่ากัน หรือค่ายไหนจะปั่นจักรยานเป็นเร็วกว่ากัน

COMMENTS