กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน อัมสเตอร์ดัมก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ

กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน อัมสเตอร์ดัมก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ขอบคุณข้อมูลจาก : theguardian.com

 กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน อัมสเตอร์ดัมก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ

ดูเหมือนความฝันของนักปั่นในบ้านเราที่จะได้เห็นกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ถูกเปลี่ยนไปเมืองจักรยานคงจะดับลงไปเรื่อยๆ เมื่อข่าวอุบัติเหตุกับจักรยานกลายเป็นกระแสรายวัน และความเห็นของผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน รวมทั้งเพื่อนร่วมชาติอีกหลายคน ที่มองว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่พื้นที่สำหรับจักรยานที่จะมาขี่รวมกับรถคันอื่น

 

แต่ก็น่าแปลกใจ ที่คำว่า “เมืองจักรยาน” นั้่น ไม่ได้เพิ่งจะผุดขึ้นมาในประเทศเราเป็นครั้งแรก แต่มีอีกหลายเมืองทั่วโลกที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองจักรยานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหนึ่งในเมืองที่รถยนต์กับจักรยานสามารถปั่นเคียงข้างกันอย่างสงบสุข ก็คงต้องยกให้ อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเรียกว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักปั่นโดยแท้

 

 "กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน

 

ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะกลายเป็นเมืองจักรยาน แต่กว่าจะชายหนุ่มหญิงสาวในเมืองนี้จะปั่นจักรยานเป็นยานพาหนะหลัก และล้อมรอบเมืองด้วย Bike Lane เมืองแห่งนี้เคยผ่านวันแย่ๆ และเรื่องยากๆ ของคนปั่นจักรยานมานับไม่ถ้วน หรือาจจะเรียกว่าไม่ต่างบ้านเราเลยก็ว่าได้

 

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 จักรยานเป็นที่นิยมมากของชาวเนเธอร์แลนด์ เพราะราคาถูก ดูแลง่าย จนช่วงปี 1950’s – 1960’s ซึ่งยุคเฟื่องฟูของเศรษฐกิจในประเทศแถบนี้ ทำให้ผู้คนเริ่มมีรายได้พอที่จะซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง ทำให้มีการใช้รถยนต์เพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างถนนขึ้นมาเพื่อรองรับ และตอนนั้นเองที่คนปั่นจักรยานเริ่มลดลงเรื่อยๆ

 

 "กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน

 

แน่นอนว่าเมื่อปริมาณรถเพิ่มขึ้น อุบัติเหตุต่างๆ จากที่ไม่ค่อยจะเกิด ก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีรายงานสถิติการเสียชีวิตที่สูงขึ้นทุกปี และในปี 1971 มีรายงานการเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนมากถึง 3,300 ราย และในจำนวนนี้เป็นเด็กมากถึง 400 ราย จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มเพื่อรณรงค์ให้สร้างถนนสำหรับจักรยานขึ้น โดยใช้ชื่อว่า Stop de Kindermoord หรือแปลว่า หยุดทำร้ายเด็ก และมีผู้นำที่เป็นตัวตั้งตัวตีคือ Maartje van Putten

 

Maartje van Putten ให้เหตุผลในการรณรงค์ครั้งนี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเด็กๆ มาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ และรู้สึกไม่สบายใจที่เมืองของพวกเขาเต็มไปด้วยการจราจรหนาแน่น ทั้งที่มันเคยเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพบปะพูดคุยกันได้ และดูเหมือนแนวคิดของเธอจะได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

 

 "กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน

 

ถึงจะมีคนเห็นด้วยจำนวนมาก แต่คนส่วนใหญ่ในตอนนั้นก็ยังเห็นว่ารถยนต์มีความจำเป็นสำหรับพวกเขา จึงทำให้เกิดการประท้วงอย่างสันติในรูปแบบต่างๆ ของกลุ่มผู้สนับสนุน Maartje van Putten เช่น การทวงคืนถนนด้วยการเอาโต๊ะ เอาเก้าอี้มาวางเพื่อทานอาหารร่วมกัน การกันพื้นที่บางส่วนบนถนนเพื่อให้เด็กๆ ออกมาวิ่งเล่นโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดู รวมถึงการรวมตัวกันปั่นจักรยานไปร้องเพลงหน้ารัฐสภา โดยมีเนื้อหาเพื่อทวงคืนถนนที่ปลอดภัยสำหรับนักปั่นจักรยานและคนในชุมชน

 

หลังจากการรณรงค์เป็นเวลายาวนานกว่า 2 ปี ในปี 1973 ยุคมืดของกลุ่มประเทศค้าน้ำมันก็มาถึง และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลก ซึ่งตอนนั้นเองผู้คนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับจักรยานอีกครั้ง ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรี Joop den Uyl ประกาศชักชวนให้ประชาชนหันกลับมาใช้จักรยานเพื่อลดภาระการใช้น้ำมันในประเทศกันเลยทีเดียว

 

จากความเปลี่ยนแปลงนี้เอง กลายจุดเริ่มต้นให้รัฐบาลในตอนนั้นหันมาคิดว่า จักรยานดูจะเหมาะกับบ้านเมืองของเขามากกว่ารถยนต์ขนาดใหญ่ จึงได้มีการวางแผนสร้างถนนสำหรับจักรยานขึ้น และทำให้ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทุกวันนี้มี Bike Lane ระยะทางกว่า 35,000 กิโลเมตร และมีกว่า 38% ของผู้คนในเมืองอัมสเตอร์ดัม ที่ใช้จักรยานในการเดินทางเป็นหลัก

 

 "กว่าจะกลายเป็นเมืองจักรยาน

 

อ่านเรื่องราวของเมืองจักรยานในอัมสเตอร์ดัมกันมาคร่าวๆ หลายคนคงนึกในใจว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านเราเลยสักนิด เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านก็ว่าได้ และคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าผู้คนในบ้านเราจะเข้าใจเหตุผลที่เราควรมีช่องทางจักรยานที่ไม่มีรถยนต์มาจอดแช่ หรือมีรถขายผลไม้มาจองพื้นที่ แต่ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง สิ่งแรกที่เราทุกคนควรเปลี่ยน คือพฤติกรรม ทัศนคติ นิสัย และมุมมองที่มีต่อการใช้ถนนของพวกเรานี่แหละ

COMMENTS